

KEY
POINTS
ปรากฏการณ์กระแสพรรคประชาชน ยังคงปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้วของเมืองหลวงในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการสรุปชัดเจนว่า พรรคประชาชนสามารถกวาดที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร ไปได้แบบแลนด์สไลด์ครบทั้ง 33 เขตเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ชัยชนะอันเบ็ดเสร็จของพรรคสีส้ม เมื่อพิจารณาลงลึกไปในรายละเอียดของคะแนนดิบ พบว่า "พรรคภูมิใจไทย" และ "พรรคประชาธิปัตย์" ยังคงมีการขับเคี่ยวที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการเบียดแย่งชิงฐานคะแนนอันดับ 2 และอันดับ 3 ในหลายพื้นที่สำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองในระดับเขตที่น่าจับตา
ภาพรวมความสำเร็จของพรรคประชาชน:
ชัยชนะบนตัวเลขเรือนหมื่น พรรคประชาชน พิสูจน์ให้เห็นถึงกระแสความนิยมที่ยังไม่เสื่อมคลาย โดยผู้สมัครแทบทุกเขตสามารถทำคะแนนได้ในระดับ 30,000 ถึง 40,000 คะแนนขึ้นไป
เขตที่ทำคะแนนได้สูงสุดโดดเด่น คือ เขต 9 (จตุจักร-หลักสี่-บางเขน) โดย "ศุภณัฐ มีนชัยนันท์" คว้าไปได้ถึง 47,108 คะแนน ตามมาด้วย เขต 30 (ภาษีเจริญ-บางแค) โดย "ธัญธร ธนินวัฒนาธร" ที่ได้ 46,811 คะแนน และ เขต 29 (บางแค-หนองแขม) โดย "ทิสรัตน์ เลาหพล" ได้ไป 46,435 คะแนน ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ฐานเสียงของพรรคประชาชนในกรุงเทพฯ มีความเข้มแข็งอย่างมาก
พรรคภูมิใจไทย : ยุทธศาสตร์ "เจาะไข่แดง" และการขึ้นแท่นเบอร์ 2
แม้จะไม่ได้ สส. แม้แต่ที่นั่งเดียวในเมืองหลวง แต่พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของบ้านใหญ่หลายพื้นที่ กลับทำผลงานได้น่าประทับใจในแง่ของ "คะแนนนิยมรายบุคคล" โดยหลายเขตสามารถเบียดพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 2 ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
เขต 14 (บางกะปิ-วังทองหลาง): ถือเป็นเขตที่พรรคภูมิใจไทยทำคะแนนได้สูงสุดในกรุงเทพฯ โดย "ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์" ทำคะแนนได้ถึง 23,065 คะแนน แม้จะพ่ายให้กับพรรคประชาชน แต่ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าฐานเสียงเดิมของเธอยังคงเหนียวแน่นอย่างยิ่ง
เขต 5 (ห้วยขวาง-วังทองหลาง): "ประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ" อดีต สส. เจ้าของพื้นที่เดิมในนามภูมิใจไทย ยังคงรักษาฐานเสียงไว้ได้ที่ 21,113 คะแนน รั้งอันดับ 2 ของเขตนี้
การขยายตัวในเขตชั้นนอก: พรรคภูมิใจไทยสามารถยึดอันดับ 2 ได้ในหลายเขต เช่น เขต 12 (ลาดพร้าว-บางเขน-สายไหม) โดย "ศลิษา สิงหเสนี" ได้ 14,631 คะแนน, เขต 17 (หนองจอก-คลองสามวา) โดย "สุขสันต์ แสงศรี" ได้ 15,271 คะแนน และ เขต 19 (สะพานสูง-มีนบุรี) โดย "กาญจนา ภวัครานนท์" ที่ทำได้ 16,377 คะแนน
พรรคภูมิใจไทยยังแสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอในพื้นที่ฝั่งธนบุรี โดยสามารถคว้าอันดับ 2 ได้ในหลายเขต เช่น เขต 31 (ทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน) "ธนพล ชื่นพาณิชยกุล" ได้ 15,126 คะแนน และ เขต 32 "ศุภิกา พัฒน์ธนันภู" ได้ 12,776 คะแนน ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายุทธศาสตร์การเข้าถึงพื้นที่ของภูมิใจไทยเริ่มสัมฤทธิผลในระดับหนึ่ง
พรรคประชาธิปัตย์: การรักษาฐานเสียงเดิมในวันที่พายุสีส้มพัดผ่าน
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ แม้ในภาพรวมจะดูซบเซากว่าภูมิใจไทยในแง่ของจำนวนเขตที่ได้อันดับ 2 แต่ในเขตพื้นที่ "ไข่แดง" หรือฐานเสียงดั้งเดิม ประชาธิปัตย์ยังคงแสดงให้เห็นว่า "แบรนด์" และ "ตัวบุคคล" ยังมีมนต์ขลัง
เขต 4 (คลองเตย-วัฒนา): เป็นพื้นที่ที่ประชาธิปัตย์สู้ได้อย่างสูสีที่สุด โดย "พงศกร ขวัญเมือง" คว้าไปถึง 21,776 คะแนน รั้งอันดับ 2 และตามหลังผู้ชนะจากพรรคประชาชน (30,477 คะแนน) อยู่ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับเขตอื่น ๆ
เขต 21 (ประเวศ-สะพานสูง): "กิตพล เชิดชูกิจกุล" อีกหนึ่งขุนพลประชาธิปัตย์ ทำคะแนนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำที่ 19,685 คะแนน ยึดอันดับ 2 ไว้ได้
เขต 3 (ยานนาวา-บางคอแหลม): "อภิมุข ฉันทวานิช" ทำผลงานได้ดีด้วยคะแนน 18,263 คะแนน ครองอันดับ 2 ทิ้งห่างพรรคภูมิใจไทยในเขตเดียวกันไปเกือบเท่าตัว
ฐานเสียงเขตชั้นใน: ในเขต 1 (ป้อมปราบฯ-สัมพันธวงศ์-พระนคร-บางรัก-ดุสิต) "พีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี" จากประชาธิปัตย์ยังคงเบียดภูมิใจไทยขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ได้ด้วยคะแนน 14,018 คะแนน
วิเคราะห์เจาะลึกรายโซน: การขับเคี่ยวของ "ผู้แพ้ที่ยังมีหวัง"
1. โซนกรุงเทพฯ ชั้นใน และเขตเศรษฐกิจ (เขต 1-7)
ในโซนนี้เป็นการต่อสู้กันอย่างหนักระหว่างประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย โดยทั้งสองพรรคสลับกันได้อันดับ 2 และ 3 อย่างสูสี ตัวอย่างเช่น เขต 2 (ราชเทวี-สาทร-ปทุมวัน) ภูมิใจไทยได้อันดับ 2 (15,002 คะแนน) ขณะที่ประชาธิปัตย์ตามมาติด ๆ เป็นอันดับ 3 (13,620 คะแนน) ในขณะที่ เขต 6 (ดินแดง-พญาไท) ประชาธิปัตย์กลับมาชนะภูมิใจไทยเล็กน้อย โดยได้อันดับ 2 (12,395 คะแนน) และภูมิใจไทยได้อันดับ 3 (11,685 คะแนน)
2. โซนกรุงเทพฯ เหนือ และตะวันออก (เขต 8-20)
โซนนี้ถือเป็นจุดที่พรรคเพื่อไทยยังพอมีบทบาทแทรกเข้ามาได้บ้าง เช่น เขต 8 (จตุจักร-หลักสี่) ที่ "สุรชาติ เทียนทอง" จากเพื่อไทยได้อันดับ 2 (14,919 คะแนน) เบียดภูมิใจไทยไปอยู่อันดับ 3- หรือ เขต 10 (ดอนเมือง) ที่เพื่อไทยยังครองอันดับ 2 ไว้อย่างเหนียวแน่น แต่ถึงอย่างนั้น ภูมิใจไทยก็ยังแสดงความแข็งแกร่งในเขต 14 และ 19 ดังที่กล่าวไปข้างต้น
ที่น่าสนใจคือ เขต 20 (ลาดกระบัง) พรรคเพื่อไทยโดย "ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์" ทำคะแนนได้สูงถึง 25,374 คะแนน เป็นอันดับ 2 ที่คะแนนสูงมากเขตหนึ่งในกรุงเทพฯ ขณะที่ภูมิใจไทยตกไปอยู่อันดับ 3 ด้วยคะแนนเพียง 6,985 คะแนน
3. โซนกรุงเทพฯ ใต้ และฝั่งธนบุรี (เขต 21-33)
ในพื้นที่ฝั่งธนบุรี พรรคภูมิใจไทยดูจะมีความโดดเด่นกว่าประชาธิปัตย์ในหลายเขต เช่น เขต 24 (คลองสาน-ธนบุรี) ภูมิใจไทยได้อันดับ 2 (14,391 คะแนน) นำหน้าประชาธิปัตย์ (12,580 คะแนน) และใน เขต 33 (บางพลัด-บางกอกน้อย) ภูมิใจไทยก็ยังเบียดชนะประชาธิปัตย์ไปได้อย่างหวุดหวิด (10,156 ต่อ 10,096 คะแนน)
อย่างไรก็ตาม ประชาธิปัตย์ยังคงมีพื้นที่ที่แข็งแรงในฝั่งธนฯ อย่าง เขต 21 ที่ได้อันดับ 2 ด้วยคะแนนเกือบสองหมื่น ขณะที่ในบางเขต เช่น เขต 27 (บางบอน-บางขุนเทียน) ทั้งสองพรรคกลับทำคะแนนได้น้อย โดยมีพรรคเพื่อไทยแทรกขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ด้วยคะแนนสูงถึง 26,986 คะแนน
บทสรุปและนัยทางการเมือง
จากตัวเลขทั้งหมดใน 33 เขตเลือกตั้ง แม้พรรคประชาชนจะชนะอย่างเด็ดขาด แต่เราได้เห็นภาพสะท้อนทางการเมืองที่สำคัญคือ:
1. พรรคภูมิใจไทย ได้ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็น "พรรคทางเลือกหลัก" ในกรุงเทพฯ อย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในเขตที่เน้นการทำงานเชิงพื้นที่และระบบเครือข่าย คะแนนอันดับ 2 ในหลายเขตพิสูจน์ว่ายุทธศาสตร์ "พูดแล้วทำ" เริ่มขยายฐานจากต่างจังหวัดเข้าสู่เมืองหลวงได้มากขึ้น
2. พรรคประชาธิปัตย์ แม้จะเผชิญกับวิกฤตความศรัทธาในระดับประเทศ แต่ฐานเสียงในเขตเมืองชั้นในและกลุ่มอนุรักษ์นิยมดั้งเดิมยังคงไม่ทิ้งพรรคไปเสียทีเดียว คะแนนหลักหมื่นในหลายเขตเป็นเครื่องยืนยันว่าพรรคยังมี "ต้นทุน" ที่จะฟื้นฟูกลับมาได้ หากมีการปรับกลยุทธ์ที่ตรงจุด
3. ช่องว่างของคะแนน ในเกือบทุกเขต คะแนนของผู้ชนะ (พรรคประชาชน) ทิ้งห่างอันดับ 2 อยู่ประมาณ 10,000 ถึง 20,000 คะแนน- สิ่งนี้สะท้อนว่า หากฝ่ายตรงข้ามพรรคประชาชนไม่สามารถรวมตัวกันหรือสร้างเอกภาพได้ การจะเจาะกำแพงสีส้มในอนาคตก็ยังคงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ชัยชนะของพรรคประชาชน แต่คือบทเรียนราคาแพงและการบ้านชิ้นใหญ่ของทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ในการที่จะต้องกลับไปทบทวนว่า จะทำอย่างไรให้คะแนนอันดับ 2 และ 3 เหล่านี้ เปลี่ยนเป็นชัยชนะในเขตเลือกตั้งได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า