

KEY
POINTS
วันนี้ (31 ม.ค.69) นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ร้องเรียนการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ว่า กกต.ได้ประเมินระดับการแข่งขันในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ 35 จังหวัดที่การแข่งขันเป็นไปตามปกติ และอีก 42 จังหวัดที่มีการแข่งขันรุนแรงในหลายเขตเลือกตั้ง จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการดูแลอย่างเข้มข้นเป็นพิเศษ
นายแสวง ระบุว่า กกต.ได้กำชับเจ้าหน้าที่ทุกระดับให้เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามการซื้อสิทธิ์ขายเสียง โดยมีการระดมกำลังตำรวจจากทั่วประเทศเกือบครึ่งหนึ่ง จัดตั้งเป็นชุดป้องกันและปราบปรามเคลื่อนที่เร็ว เพื่อออกตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงก่อนวันเลือกตั้ง รวมถึงในช่วงการเลือกตั้งล่วงหน้าและวันเลือกตั้งจริง
นอกจากนี้ ยังมีผู้ตรวจการเลือกตั้ง และเครือข่ายศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยและการเลือกตั้งตำบล (ศส.ปชต.) ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตา คอยแจ้งเบาะแสความผิดปกติ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มต้องเฝ้าระวังสูง
เลขาธิการ กกต. ยอมรับว่า ข่าวหรือกระแสการซื้อเสียงมีปรากฏมาอย่างต่อเนื่องในทุกการเลือกตั้ง แต่ในส่วนของการป้องกันนั้น กกต.ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับฝ่ายปกครองและตำรวจอย่างใกล้ชิด พร้อมกล่าวเตือนนักการเมืองว่า “หากจะเตรียมเงินไว้ก็สามารถทำได้ แต่อย่านำไปแจก” เพราะหากตรวจพบการกระทำผิด จะมีมาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดทันที
นายแสวง กล่าวอีกว่า ตามธรรมชาติของการซื้อสิทธิ์ขายเสียง มักจะเริ่มปรากฏชัดตั้งแต่ช่วงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป โดยเฉพาะในสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีรายงานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการซื้อเสียงโดยตรง ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลในลักษณะอื่น ๆ แต่ กกต.เชื่อว่าสามารถป้องกันและควบคุมสถานการณ์ได้
ส่วนกรณีรายงานการเบิกถอนเงินสดผิดปกติจำนวน 250 ล้านบาท จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายแสวง เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 30 มกราคม ที่ผ่านมา ธปท.ได้ส่งข้อมูลมาให้ กกต.แล้ว โดยเป็นข้อมูลของลูกค้าในสาขาธนาคารพาณิชย์ ซึ่งพบว่ามีลูกค้าจำนวน 6 ราย ที่มีพฤติกรรมเบิกถอนเงินสดผิดปกติ
ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวได้ถูกส่งต่อให้ฝ่ายสืบสวนของ กกต. เพื่อดำเนินการตรวจสอบความสัมพันธ์ว่า มีความเชื่อมโยงกับผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือพรรคการเมืองใดหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบวัตถุประสงค์ในการนำเงินไปใช้ โดยย้ำว่า การเบิกเงินดังกล่าวอาจไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อสิทธิ์ขายเสียงก็ได้ และต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
นายแสวง กล่าวเพิ่มเติมว่า หากพบความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองหรือนักการเมือง การตรวจสอบจะสามารถทำได้ไม่ยาก และในวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ จะมีการนำข้อมูลดังกล่าวเสนอให้ที่ประชุม กกต.รับทราบต่อไป
สำหรับความเสี่ยงที่เงินจำนวนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการซื้อสิทธิ์ขายเสียง นายแสวง ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ เพราะแม้จะเป็นเงินจำนวนมาก แต่หากไม่พบความสัมพันธ์ทางการเมือง ก็อาจเป็นการนำไปใช้ในกิจกรรมทางธุรกิจตามปกติ โดย กกต.ได้ทำงานร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อร่วมตรวจสอบที่มาของเงินอย่างรอบด้าน