KEY
POINTS
วันที่ 25 มกราคม 2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพมหานคร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่สยามสแควร์ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อยากเชิญชวนประชาชนร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับการเมืองไทย โดยขอให้มองไปที่อนาคต เพราะการเลือกตั้งรอบนี้มีอยู่เพียง 2 ทางเลือก คือ เลือกการเมืองแบบเดิมในอดีต หรือ เลือกการเมืองแห่งอนาคต ที่จะสร้างระบบการเมืองที่ดีให้กับลูกหลาน
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สำหรับการหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย พรรคประชาชนจะเดินหน้าทั้งการจัดเวทีปราศรัย และการลงพื้นที่เชิงรุก โดยเตรียมจัดคาราวานหาเสียงจำนวน 8 สาย ครอบคลุมครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อสื่อสารนโยบายและวิสัยทัศน์ของพรรคกับประชาชนอย่างทั่วถึง
“ผมมั่นใจว่า พรรคประชาชนจะได้รับเสียงสนับสนุนที่เข้มแข็งมากพอในการจัดตั้งรัฐบาลประชาชน ส่วนความเสี่ยงทางการเมืองต่างๆ พรรคได้บริหารจัดการไว้หมดแล้ว ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า หากอยากเห็นประเทศไทยที่ดีกว่านี้ การเลือกพรรคประชาชนคือคำตอบ”
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า การปราศรัยจากนี้ไป พรรคจะชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเมืองในอดีตได้ฉุดรั้งประเทศอย่างไร ทั้งปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เหตุการณ์เครนถล่ม ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินถล่ม ปัญหาเศรษฐกิจสีเทา และการรับมือภัยพิบัติที่ล้มเหลว ซึ่งสะท้อนว่าการเมืองแบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ประเทศได้ พร้อมย้ำว่า หากประชาชนยังลังเล เท่ากับเป็นการปล่อยให้ประเทศจมอยู่กับอดีตต่อไป
เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ฝ่ายอนุรักษนิยมพยายามกำหนดยุทธศาสตร์ให้ประชาชนโหวตไปในทิศทางเดียวกัน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขอเชิญชวนประชาชนใช้ “ยุทธศาสตร์ตั้งรัฐบาลพรรคประชาชน” เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่มีสมาชิกวุฒิสภาเข้าร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว หากประชาชนมีฉันทามติว่าไม่ต้องการการเมืองแบบเก่า และอยากได้การเมืองที่สร้างอนาคต ก็ขอให้เลือกพรรคประชาชนโดยไม่ต้องลังเล
ส่วนกรณีที่มีนักวิเคราะห์การเมืองประเมินว่า พรรคภูมิใจไทยอาจขึ้นมาเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แม้ผลโพลหลายสำนักจะสะท้อนว่าพรรคประชาชนเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่ง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การวิเคราะห์ทางการเมืองเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่อยากให้ประชาชนตระหนักว่า การเมือง คือ เรื่องของการเปลี่ยนแปลง และตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องของ สส.หรือผู้สมัครพรรคประชาชนเท่านั้น แต่คือพลังเสี ยงของประชาชนที่ทำให้สิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นไปได้
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ในการเลือกตั้งปี 2566 เคยมีนักวิเคราะห์ประเมินว่า พรรคก้าวไกลจะไม่ชนะถล่มทลาย แต่ผลการเลือกตั้งทำให้พรรคเป็นอันดับหนึ่ง และสามารถผลักดันกฎหมายหลายฉบับที่ไม่คิดว่าจะผ่านให้ผ่านได้
อย่างไรก็ตาม ยังมีกฎหมายสำคัญที่ต้องเดินหน้าต่อ อาทิ การยกเลิกการเกณฑ์ทหาร การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การเอาผู้ทุจริตคอร์รัปชันเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง และการทำให้กองทุนประกันสังคมมีความโปร่งใส
พร้อมระบุว่า พรรคประชาชนตั้งเป้าหมายให้ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนในระดับที่มากพอ หากได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ก็จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้โดยไม่ต้องกังวลใดๆ แต่หากได้ไม่ถึง เป้าหมายคือจะต้องทิ้งห่างพรรคอันดับสองประมาณ 30–40 ที่นั่ง เพื่อป้องกันการรวมขั้วจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคอันดับหนึ่ง
“โจทย์ของการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ว่าจะตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ แต่คือทางออกของประเทศ หากประชาชนเลือกพรรคประชาชนอย่างถล่มทลาย เสียงของรัฐบาลประชาชนจะเข้มแข็งมากพอ ปิดทุกช่องทางของการเมืองแบบเดิม และตั้งรัฐบาลประชาชนได้อย่างแน่นอน” นายณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กลับมาร่วมการหาเสียง และอาจถูกโจมตีด้วยวาทกรรมเกี่ยวกับบทบาทของกองทัพ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า นายพิธา ได้ชี้แจงประเด็นดังกล่าวไว้อย่างครบถ้วนแล้ว และเชื่อว่า ประชาชนเข้าใจดี พรรคประชาชนยืนอยู่ข้างทหารที่ทำหน้าที่ปกป้องประเทศ และต้องการสนับสนุนให้กองทัพมีความทันสมัย ทหารชั้นผู้น้อยได้รับสวัสดิการที่เหมาะสม
ส่วนกรณีการปราศรัยของ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แกนนำพรรค ที่ระบุว่าใน 100 วันแรก จะผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมที่รวมถึงคดีมาตรา 112 และจะยกเลิกร่างกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่วุฒิสภากำลังพิจารณา นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สามารถเดินหน้าเรื่องการนิรโทษกรรมได้ โดยไม่จำเป็นต้องยกเลิกกฎหมายฉบับเดิม
พร้อมย้ำว่า การนิรโทษกรรมคดีผู้เห็นต่างทางการเมืองไม่ควรถูกเลือกปฏิบัติ เพราะหากเลือกปฏิบัติ จะไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมและไม่สามารถหาทางออกให้กับสังคมได้
ขณะที่ประเด็นการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ซึ่งอาจประสบปัญหาการขนส่งบัตรเลือกตั้งล่าช้า นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอดีตที่หีบบัตรมาถึงไม่ทันการนับคะแนน จึงขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งออกกติกาที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการเสียสิทธิของประชาชนในต่างประเทศ