
ทักษิณกลับไทย: ย้อนอดีตผู้นำประเทศเอเชียที่ถูกตัดสินจำคุกเซ่นคดีทุจริต
22 ส.ค. 2566 "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับไทยหลังหนีคดีอยู่นอกประเทศถึง 15 ปี นี่จะเป็นบทพิสูจน์ว่า คุกไม่ได้มีไว้ขังคนจนอย่างที่กล่าวกัน ทั้งนี้ ในอดีตรอบ 20 ปี บุคคลระดับผู้นำรัฐบาลประเทศในเอเชีย ถูกตัดสินจำคุกมาแล้วเกือบ 40 คน และนี่คือส่วนหนึ่ง
เกาหลีใต้ เป็นประเทศที่ บุคคลระดับผู้นำ ไม่ว่าจะเป็น นายกรัฐมนตรี หรือ ประธานาธิบดี ถูก ดำเนินคดีและตัดสินจำคุก เซ่น คดีทุจริตคอรัปชัน มากที่สุดในเอเชียในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา (นับจากค.ศ. 2003-2023) ด้วยสถิตินายกรัฐมนตรี 2 คน และประธานาธิบดี 2 คน โดยในระดับนายกรัฐมนตรีนั้น ได้แก่
นางฮัน เมียง ซุก (Han Myeong-Sook ) เธอเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ในปี 2007-2008 และยังเป็นนายกฯหญิงคนแรกของประเทศอีกด้วย ฮันถูกกล่าวหารับสินบน 50,000 ดอลลาร์จากนายกวัก-ยังวุก นักธุรกิจ แลกกับการรับประกันว่าเขาจะได้เป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัทพลังงานของรัฐบาล เธอถูกตัดสินจำคุก และรับโทษจำคุกมาแล้ว 2 ปีระหว่างปี 2015-2017 ก่อนจะได้รับอภัยโทษจากรัฐบาล
นายลี วาน-กู (Lee Wan-Koo) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีช่วงสั้นๆ ในปี 2015 ศาลแขวงกรุงโซลพิพากษาจำคุกเขาเป็นเวลา 8 เดือน โดยให้รอลงอาญา 2 ปี เมื่อเดือนมกราคมปี 2016 หลังพบว่าเขามีความผิดจริงในคดีรับเงินบริจาคผิดกฎหมายจำนวน 30 ล้านวอนจากนักธุรกิจรายหนึ่ง โดยเหตุทุจริตเกิดเมื่อปี 2013 ขณะที่เขายังเป็นเพียงสส. แต่เรื่องมาแดงโร่เมื่อนักธุรกิจผู้นั้นออกมาเปิดโปงผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ว่าเคยติดสินบนในรูปเงินบริจาคให้แก่นายลี เรื่องฉาวนี้ทำให้นายลีตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และถูกดำเนินคดีในเวลาต่อมา
ส่วนระดับประธานาธิบดี 2 คน คือ นายลี มยอง-บัค (Lee Myeong-Bak) ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2008-2013 ถูกศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์เมื่อปี 2020 ที่ตัดสินจำคุกเขาเป็นเวลา 17 ปี มีโทษปรับอีก 13,000 ล้านวอน หรือราว 340 ล้านบาท และยึดทรัพย์เป็นมูลค่าอีกกว่า 157 ล้านบาทความผิดฐานฉ้อโกง รับสินบน และใช้อำนาจในฐานะประธานาธิบดีเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ DAS ซึ่งต่อมาสืบทราบว่าเขาเป็นเจ้าของบริษัทตัวจริง แต่ให้ญาติบริหารเป็นหุ่นเชิดแทน ขณะเดียวกันยังพบว่า อดีตประธานาธิบดีผู้นี้ทำการยักยอกเงินจากบริษัท DAS ของตัวเองด้วย กรณีของเขาเป็นการถูกดำเนินคดีหลังพ้นตำแหน่ง
อีกคนที่เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก คือ นางพัค กึน-ฮเย (Park Geon-Hye) ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีระหว่างปี 2013-2017 ถูกศาลตัดสินจำคุก 24 ปีเมื่อปี ค.ศ.2018 จากความผิด 16 ข้อหาที่เกี่ยวกับการทุจริตรับสินบน เปิดเผยข้อมูลลับของรัฐบาล และใช้อำนาจโดยมิชอบซึ่งทำให้เธอถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนมีนาคม 2017 การอ่านคำพิพากษาคดีของเธอถูกถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เกาหลีใต้เป็นครั้งแรก
ทั้งนี้ พัค กึน-ฮเย เป็นอดีตผู้นำประเทศคนที่ 3 ของเกาหลีใต้ที่ถูกจับกุมและดำเนินคดีข้อหาคอร์รัปชัน ถัดจากอดีตประธานาธิบดี ชุน ดู-ฮวาน และ โรห์ แต-วู ผู้นำเผด็จการทหารในยุคทศวรรษ 1980-90 ที่ต้องรับโทษจำคุกข้อหาทุจริตรับสินบนหลังจากที่เกษียณอายุ (ส่วนนายลี มยอง-บัค ถือเป็นผู้นำคนที่ 4 ที่ถูกจับกุมคุมขัง เนื่องจากคดีของเขาถูกตัดสินหลังคดีของพัค กึน-ฮเย) อย่างไรก็ตาม ต่อมาในปี 2021 พัค กึน-ฮเย ได้รับการอภัยโทษเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ในยุคสมัยของประธานาธิบดีมุน แจอิน หลังจากที่รับโทษไปได้เพียง 5 ปี โดยเขาให้เหตุผลว่า “เราต้องก้าวข้ามประวัติศาสตร์อันโชคร้ายในอดีตและส่งเสริมความสามัคคีในชาติ"
ส่วนที่ไต้หวัน มีกรณีของ นายเฉิน สุ่ยเปี้ยน (Chen Shui-Bian) อดีตประธานาธิบดีซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2000-2008 ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตเมื่อปี 2009 จากความผิดฐานคอรัปชันระหว่างดำรงตำแหน่งหลายกระทง รวมถึงการยักยอกเงินของรัฐ รับสินบน ฟอกเงิน และปลอมแปลงเอกสาร นายเฉินถูกข้อกล่าวหาว่ายักยอกเงิน 3,150,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 107 ล้านบาทจากกองทุนพิเศษของประธานาธิบดีขณะดำรงตำแหน่ง อีกทั้งยังถูกตั้งข้อหารับสินบนอย่างน้อย 9 ล้านดอลลาร์ หรือราว 300 ล้านบาทจากการซื้อขายที่ดินของรัฐ ฟอกเงินผ่านธนาคารในสวิส และปลอมแปลงเอกสาร แต่เจ้าตัวปฏิเสธทุกข้อหาโดยอ้างว่าถูกกลั่นแกล้ง นอกจากนี้ ศาลยังพิพากษาให้จำคุกนางอู๋ ซู่ เฉิน ภริยาของนายเฉิน เป็นเวลา 1 ปี ฐานให้การเท็จในระหว่างการสอบสวนในคดีคอรัปชันของเธอและสามี ศาลยังตัดสินจำคุกนายเฉิน ฉี ชุง นางเฉิน ซิง หยู และนางจ้าว เฉียน หมิง บุตรชาย บุตรสาว และบุตรสะใภ้ของนายเฉิน สุ่ยเปี้ยน เป็นเวลา 6 เดือน ในความผิดฐานให้การเท็จเช่นกัน
กลับมาที่ประเทศใกล้ๆ ไทยเราบ้าง ผู้นำรัฐบาลชาติสมาชิกอาเซียนอย่างฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ก็มีประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีที่ถูกดำเนินคดีและต้องโทษจำคุกในข้อหาทุจริตคอรัปชันกันมาแล้ว
โดยกรณีของฟิลิปปินส์ คือ นาย โจเซฟ "เอรัป" เอเฮร์ซีโต เอสตราดา (Joseph "Erap" Ejercito Estrada) อดีตนักแสดงยอดนิยมที่ผันตัวมาเป็นนักการเมือง เอสตราดาเป็นประธานาธิบดีคนที่ 13 ของฟิลิปปินส์ ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 1998-2001โดยถูกยื่นถอดถอนจากตำแหน่งสังเวยคดีทุจริต เอสตราดาถูกจับกุมและดำเนินคดีในเดือนกันยายน 2007 ศาลพิพากษาจำคุกเขาตลอดชีวิตฐานคอร์รัปชัน เบียดบังภาษีสรรพสามิตที่เรียกเก็บจากยาสูบ และรับสินบนจากเจ้าของบ่อนการพนัน เขายังถูกริบเงินร่วม 90 ล้านดอลลาร์ที่ถูกอายัดไว้ คืนให้เป็นของรัฐบาล ปิดฉากชีวิตทางการเมืองของอดีตผู้นำที่เคยได้รับฉายา “ขวัญใจคนยากไร้” อย่างไรก็ตาม เอสตราดาได้รับการอภัยโทษอย่างรวดเร็วโดยประธานาธิบดีกลอเรีย มาคาปากัล-อาร์โรโย ที่เคยเป็นรองประธานาธิบดีในสมัยที่เอสตราดาเป็นประธานาธิบดี
ส่วนมาเลเซีย ไม่พูดถึงไม่ได้คือคดีของ นายนาจิบ ราซัค ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2009-2018 นายนาจิบแพ้การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของมาเลเซียเมื่อปี 2018 ก่อนเผชิญกับข้อกล่าวหาหนักอย่างน้อย 32 กระทง จากกรณียักยอกเงินจากกองทุนเพื่อการพัฒนาของรัฐ หรือ 1MDB กว่า 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 141,975 ล้านบาท) อัยการระบุว่าเงินกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ (ราว 31,550 ล้านบาท) ถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของเขา แต่เจ้าตัวปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ต่อมาในปี 2020 ศาลตัดสินจำคุก 12 ปีนายนาจิบ หลังจากตัดสินให้เขามีความผิดใน 7 ข้อกล่าวหาของการดำเนินคดีทุจริตที่เชื่อมโยงกับกองทุน 1MDB โดยโทษฐานความผิดการใช้อำนาจในทางมิชอบนั้นคือจำคุก 12 ปี และอีก 10 ปี สำหรับความผิดฐานฟอกเงิน และการกระทำผิดหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อสินทรัพย์ที่ดูแลอยู่ (breach of trust) สำหรับโทษดังกล่าวจะใช้หลักเกณฑ์การลงโทษโดยให้นับเวลาจำคุกของทุกคดีไปพร้อมกัน แล้วยึดโทษจำคุกหนักที่สุด ซึ่งในกรณีของนายนาจิบ คือ 12 ปี คำตัดสินของศาลกลางแห่งมาเลเซียเมื่อปี 2022 ถือเป็นการปิดประตูความพยายามสุดท้ายของนายนาจิบเพื่อยื่นอุทธรณ์ ขณะที่ศาลสูงสุดมาเลเซียยังปฏิเสธคำร้องขอชะลอการลงโทษนายนาจิบด้วย
สุดท้ายและล่าสุดของบุคคลระดับผู้นำรัฐบาลในเอเชียที่ต้องรับโทษจำคุก คือ นายอิมราน ข่าน (Imran Khan) อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถานวัย 70 ปี ถูกตำรวจบุกจับถึงบ้านพักในเมืองลาฮอร์และถูกศาลตัดสินจำคุก 3 ปี ข้อหาคอร์รัปชัน เมื่อวันเสาร์ที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมานี้เอง โดยเขาต้องนอนคุกในเมืองหลวงอิสลามาบัด หลังพบว่าเขามีความผิดจริงกรณีที่ไม่เปิดเผยทรัพย์สินส่วนที่ได้จากการขายของขวัญต่างๆ ที่เขาได้รับจากผู้นำประเทศอื่นๆ ขณะอยู่ในตำแหน่ง ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 140 ล้านรูปีปากีสถาน หรือ 5 แสนปอนด์ อย่างไรก็ตาม นายข่านปฏิเสธข้อกล่าวหา และยืนยันที่จะยื่นอุทธรณ์
สำหรับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยนั้น มีคดีที่ถูกพิพากษาไปแล้ว 4 คดี มีโทษจำคุกรวม 12 ปี หากกลับประเทศไทยจะมีโทษถูกจำคุกทันที แต่ปัจจุบัน 1 ใน 4 คดีหมดอายุความแล้ว ทำให้เหลือเพียง 3 คดี และโทษจำคุกเหลือ 10 ปี







