โพลชี้เรียนออนไลน์ เด็กไม่เข้าใจ ค่าใช้จ่ายเพิ่ม

14 ก.ย. 2564 เวลา 8:36 น.29

ครม. รับทราบผลโพลล์สนง.สถิติแห่งชาติ กรณีสถานการณ์โควิด-19 กับการปรับตัวและการเข้าถึงดิจิทัล พบคนปรับตัวรับมือมากขึ้น-เรียนออนไลน์ไม่ค่อยเข้าใจ-ค่าใช้จ่ายเพิ่ม แนะจัดหาWIFI ฟรี

วันที่ 14 ก.ย. 2564 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.) รับทราบผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ด้านการปรับตัวและการเข้าถึงดิจิทัล โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 46,600 คน ระหว่างวันที่ 23 มิถุนายน -6 กรกฎาคม 2564 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 81.5 ไม่ได้ทำงานที่บ้าน เพราะอาชีพไม่เหมาะสมกับการทำงานที่บ้าน ส่วนปัญหาที่ประชาชนประสบในการทำงานที่บ้าน เช่น ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย และสัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่ดี

ส่วนการเรียนออนไลน์ พบว่า ร้อยละ 42 มีบุตรหลานอยู่ในวัยที่เรียนออนไลน์ ร้อยละ 14.7 มีบุตรหลานอยู่ในวัยเรียนแต่ไม่ได้เรียนออนไลน์ โดยปัญหาที่ประสบจากการเรียนออนไลน์ 5 อันดับแรกได้แก่ ไม่ค่อยเข้าใจในวิชาที่เรียน,ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น, ไม่มีสมาธิ, สัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่ดี และอุปกรณ์ไม่ทันสมัย

 

สำหรับแผนการปรับตัวเพื่อรับมือกับโควิด พบว่า 3 อันดับแรกคือ ปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินชีวิต เช่น ใส่หน้ากากอนามัยเมื่อออกจากบ้านทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านหากไม่จำเป็นร้อยละ 95.4 , นำเงินออมออกมาใช้จ่ายร้อยละ 32.6 โดยพบในกลุ่มอาชีพค้าขาย ธุรกิจส่วนตัวในสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มอาชีพอื่น และ กู้ยืมเงินหรือจำนำ ขายทรัพย์สินที่มีอยู่ร้อยละ 22.8 โดยพบในกลุ่มอาชีพรับจ้างทั่วไป ขับรถรับจ้าง กรรมกร ในสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มอาชีพอื่น

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ส่วนเรื่องที่รัฐบาลควรสนับสนุนให้ประชาชนปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัลมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ จัดหาWIFI ฟรีให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ร้อยละ 66.7 , จัดหาอินเตอร์เน็ตให้ประชาชนในราคาถูกร้อยละ 60, จัดหาอินเตอร์เน็ตให้นักเรียน นักศึกษาฟรี ร้อยละ 47.6, จัดหาอุปกรณ์ เช่น คอมพิวเตอร์ ให้ประชาชนในราคาถูก ร้อยละ 42.2 และ จัดให้มีสถานที่กลางในการเรียนออนไลน์สำหรับเด็กนักเรียนที่ขาดแคลนร้อยละ 33

ส่วนเรื่องที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด โดย 3 อันดับแรกได้แก่ ลดภาระค่าสาธารณูปโภคร้อยละ 67.3 , จ่ายเงินชดเชย เยียวยาร้อยละ 60.7 และช่วยเหลือด้านค่าครองชีพร้อยละ 58.7

 

ขณะที่โครงการช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ที่มีประโยชน์มากที่สุดได้แก่ โครงการเราชนะ ร้อยละ 76.2 ,โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐร้อยละ 66.7, มาตรการลดค่าน้ำ-ค่าไฟฟ้าร้อยละ 65.4 ,โครงการคนละครึ่งร้อยละ 61.2 และโครงการม.33 เรารักกัน ร้อยละ 43.3
 

แท็กที่เกี่ยวข้อง