ชงครม.ปลดล็อก “กัญชา” ใช้รักษาโรค-ขายได้

03 ส.ค. 2563 เวลา 3:44 น. 2.5k

"อนุทิน" จ่อชง ครม. ปลดล็อก “กัญชา” ใช้รักษาโรค-ขายได้ 4 ส.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า ในวันอังคารที่ 4 สิงหาคม 2563 นี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะเสนอ “ร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่...) พ.ศ. ...” เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

 

ทั้งนี้ ตามที่รัฐบาลโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาโดยนโยบายเร่งด่วนข้อ 4 ให้ความสำคัญในการต่อยอดภูมิปัญญาและความรู้ของปราชญ์ชาวบ้านเพื่อสร้างนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป รวมถึงศึกษา วิจัยการใช้กัญชาทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจนั้น ภายใต้กฎหมายปัจจุบันผู้ป่วยที่ต้องการรักษาโรคด้วยกัญชา ยังไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งแพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน ยังไม่สามารถปลูกกัญชาเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยของตน

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

สธ.เห็นชอบให้ใช้ ตำรับยาที่มีกัญชาปรุงผสมใน รพ.สต. 

ทำประชาพิจารณ์ แก้พรบ.ยาเสพติด ปลดล็อกกัญชา

เปิดสอนครั้งแรก“กัญชา-กัญชงศึกษา”พฤษภาคม 2563

ครม.ปลดล็อก"กัญชง" จากยาเสพติด เป็นพืชเศรษฐกิจ

 

ส่งผลให้การรักษาด้วยภูมิปัญญาไทย ไม่ได้รับการต่อยอดและพัฒนาเท่าที่ควร เป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยาไทยสู่ระดับโลก เพื่อผลักดันการใช้พืชกัญชาทางการแพทย์ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล

โดยร่างกฎหมายดังกล่าว ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษแล้ว ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษ (ป.ป.ส.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แพทยสภา สภาการแพทย์แผนไทย สภาเภสัชกรรม กรมการแพทย์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นต้น

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มุ่งเน้นหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ 1.เพิ่มการเข้าถึงการรักษาให้ผู้ป่วยได้รับการรับรองจากผู้ประกอบวิชาชีพสามารถขออนุญาตปลูกและใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคของตนเองได้ 2.ต่อยอดภูมิปัญญาการแพทย์ในท้องถิ่นให้แพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน สามารถขออนุญาตปลูกกัญชาเพื่อใช้ในการปรุงยาเพื่อให้ผู้ป่วยของตนได้ และ3.ส่งเสริมอุตสาหกรรมยาของประเทศให้เกษตรกรสามารถขออนุญาตปลูกกัญชาภายใต้ความร่วมมือกับผู้ผลิตยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร

 

อีกทั้งผู้ผลิตยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพรสามารถผลิตยากัญชาและส่งออกได้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงทางยาของประเทศ ไม่ต้องนำเข้ายากัญชาจากต่างประเทศ และประหยัดงบประมาณ ในการนำยาโดยใช้ยากัญชาทดแทนหรือใช้ร่วมกับ ยาแผนปัจจุบันได้ 

 

“ถือเป็นก้าวสำคัญที่ประเทศไทยจะก้าวสู่ผู้นำการใช้กัญชาทางการแพทย์อย่างเป็นระบบให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาด้วยกัญชาอย่างทั่วถึง เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ต่อยอดภูมิปัญญาไทย ให้เกษตรกรร่วมกับผู้ผลิตยา หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร ปลูกกัญชาเพื่อนำมาผลิตยา รวมถึงสามารถผลิตและส่งออกยากัญชาได้ เพื่อประโยชน์ทางด้านสาธารณสุข และการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อให้ประเทศชาติมั่นคงมั่งคั่ง และยั่งยืน” นพ.ไพศาล ระบุ