thansettakij
thansettakij
'อนุทิน ชาญวีรกูล' หนุนสัตยาบันปรองดอง

'อนุทิน ชาญวีรกูล' หนุนสัตยาบันปรองดอง

23 ม.ค. 60 | 03:00 น.
คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ “ป.ย.ป.” ซึ่งแยกย่อยคณะกรรมการต่าง ๆ ออกไปอีก 4 คณะ แต่คณะที่ถูกจับตามองมากที่สุด เห็นจะเป็น “คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง” ชุดที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธาน เพราะบ้านเมืองที่แตกแยกเป็น 2 ขั้วใหญ่ จะเดินไปสู่การปรองดองได้หรือไม่ ก็อยู่ที่กรรมการชุดนี้

 ปรองดองเกิดได้แต่ไม่ง่าย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดใจกับ“ฐานเศรษฐกิจ”ถึงแนวทางการสร้างความปรองดองว่า ความปรองดองที่ว่า ต้องอยู่บนสมมติฐานที่ทุกฝ่ายต้องการเห็นบ้านเมืองเกิดประโยชน์ เพราะบางประเทศ (ไม่ขอเอ่ยชื่อ) สร้างความขัดแย้งเพื่อช่วงชิงอำนาจปกครองบ้านเมือง ดังนั้น ผู้ที่จะมาเป็นกรรมการ เป็นกาวใจให้ความปรองดองเกิดขึ้นก็ลำบาก เพราะไม่ได้เกิดจากอุดมการณ์แต่เกิดจากความต้องการมีอำนาจรัฐ แบบนี้คงต้องเหนื่อย แต่คงไม่ถึงขั้นทำไม่ได้ เพราะวันนี้ประชาชนตื่นตัวและเข้าถึงข่าวสารมากขึ้น กล้าที่จะตัดสินใจว่า ต้นเหตุความขัดแย้งมาจากวัตถุประสงค์ใดลึกขึ้น แบบนี้อาจเกิดขึ้นได้แต่จะไม่ง่าย

ถ้าความขัดแย้งเกิดจากประโยชน์ของรัฐอย่างเดียว คือ เกิดจากความเห็นที่ต่างต้องการจะทำความเจริญให้ประเทศ แบบนี้ง่าย กรรมการสบาย แต่นี่ไม่ เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง อุดมการณ์ และทางอำนาจการบริหารบ้านเมืองและอำนาจการปกครอง เพราะไม่เช่นนั้นคงจบไปนานแล้ว

ผมไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะไปปรามาสต่อนโยบายปรองดอง เพราะเมื่อมีคำว่า ปรองดอง เกิดขึ้นเราต้องมองโลกในแง่ดีไว้ก่อน ต้องพยายามสุดความสามารถที่จะมีส่วน ถ้ามาถึงตัว เราก็สนันสนุน ให้ความปรองดองเกิดขึ้น หรืออย่างน้อยก็ไม่ทำให้มีปัญหา ไม่เพิ่มปัญหา เหมือนสโลแกนพรรคภูมิใจไทยที่ว่า ..ไม่เติมฟืนเข้ากองไฟ.. เราต้องการเห็นบ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติ และเดินหน้าต่อไป เปิดศักราชใหม่ประเทศไทยควรมีแต่สิ่งที่ดีๆเกิดขึ้น

เราเกรงว่าความขัดแย้งนี้มีเรื่องของอำนาจและประโยชน์ของการได้ถือครองอำนาจรัฐในการบริหารประเทศมาเกี่ยวข้องด้วย จึงต้องหาจุดให้รู้ว่า คู่ขัดแย้งชนะทุกฝ่าย ไม่มีใครเสียเปรียบใครเพราะความขัดแย้งรุนแรงมาก ถ้าใครจะได้แล้วอีกฝ่ายถอย ผมว่าหมดสิทธิ ต้องขอบคุณรัฐบาลที่ผลักดันออกมา ผมเชื่อว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบดีว่า ยากแต่ก็กล้าตัดสินใจทำ ด้วยองคาพยพทุกอย่างที่รัฐบาลมี ทั้งการสนับสนุนจากภาคประชาชน และการเข้าถึงข้อเท็จจริงด้วย

ความก้าวหน้าของสื่อสารมวลชน ถ้ารัฐบาลอ้างว่า ทำเพื่อให้อยู่ในโรดแมปที่ได้วางเอาไว้ คนที่ไม่ยอมจะถูกดดดันจากสังคมว่า ไม่ยอมเสียสละ เอาแต่ได้ แรงกดดันสุดท้ายที่รุนแรงที่สุด คือ จากเจ้าของประเทศซึ่งก็คือประชาชน เพราะไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร คสช.และรัฐบาล ได้แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ที่ดีแล้วว่า เข้ามาจัดการยุติความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้แล้ว ตอนนั้นเข้ามาปราบ ตอนนี้มาซ่อม สุดท้ายก็จะคืนอำนาจให้ประชาชน

ไม่‹ปรองดองเฉพาะคู่ขัดแย้ง

นายอนุทิน ชี้ว่า เรื่องปรองดองมีความพยายามกันมาแล้วหลายครั้งแต่ไม่ปรากฏผลส่วนตัวคงพูดไม่ได้จนกว่าจะเห็นกรอบแนวทางที่ชัดเจน ถ้าถามผมให้ “เซตซีโร่” ลืมอดีตกันไปเหมือนเนื้อเพลง ..

“โปรดอย่าถามว่า ฉันเป็นใครเมื่อในอดีต รู้ไว้อย่างเดียวเดี๋ยวนี้รักเธอและรักตลอดไป” เพลงมันก็บอกอยู่แล้ว แต่ถ้าผมสะเออะไปเสนอคนเดียวผมก็โดนดอง ด้วยเหตุนี้ เขาจึงระดมขุนพลที่เป็นมันสมองของคนระดับประเทศ เมื่อเขาเป็นทหาร เขาก็ต้องใช้ทหาร

ความปรองดองต้องทุกฝ่ายไม่ใช่เฉพาะคู่ขัดแย้ง ผู้บริหารประเทศต้องปรองดองกับทหารให้ได้ ทหารเคยเอาไปปรับทัศนคติอย่างไร คุณต้องลืมให้หมด มองว่า ไปกินข้าว ทานกาแฟฟรี ไม่เสียเงิน ถ้าคิดอย่างนี้มันก็ง่ายถ้ามัวแต่มาย้อนอดีต อภัยไม่ได้ก็ไม่จบ ก็ต้องหาจุดที่ลงตัว แม้จะไม่เห็นด้วย เห็นแย้งก็เก็บไว้ในใจ ถ้าส่วนรวมได้ประโยชน์ส่วนตัวเสียประโยชน์ก็ต้องยอมผมคิดแบบนี้ ทุกอย่างต้องมีการเริ่มต้น

นายอนุทิน ขยายความสะท้อนมุมมองว่า ปรองดอง ในนิยามของเขานั้นไม่ได้หมายรวมถึง ผู้ที่กระทำผิด ข่มขืน ค้ายาเสพติด ลักทรัพย์ และโกงบ้านเมือง คนกลุ่มนี้ต้องได้รับโทษตามวาระที่ได้ทำไว้ ยอมรับได้สำหรับผู้ที่อยู่ในสภาวะพวกมากลากไปหรืออยู่ในภาวะเลี่ยงไม่ได้หรือได้รับผลพวงจากการปฏิวัติรัฐประหาร การใช้กฎหมายที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

“กฎหมายปรองดอง ไม่ได้หมายความว่า ต้องครอบคลุมไปถึงคนโกงบ้านโกงเมือง คนที่ตั้งใจทำให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง ต้องได้รับอานิสงส์นี้ด้วยคงไม่ได้ ทำอะไรไว้ก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ หลักของผมก็แค่นี้”

 หนุนสัตยาบันปรองดอง

ในส่วนของการทำสัตยาบันนั้น ต้องรออ่าน ถ้าอยู่ในกรอบที่พูดไว้ข้างต้นผมรับได้ 1. ส่วนรวมได้ 2. ประชาชนได้ ประเทศชาติได้ เกิดความสงบ เกิดความสามัคคี ไม่เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทุกคนได้รับความเป็นธรรมเท่าเทียมกันหมด ใครจะไม่เซ็น ไม่ต้องมีใครมาล็อบบี้ถ้าทุกฝ่ายเซ็น มีคนเดียวไม่เซ็นก็กลายเป็นแกะดำ อยู่ไม่ได้

ส่วนจะจบหรือไม่นั้น ลองคิดดูในวงของเรากันเอง ทะเลาะกันอยู่ดีๆ มีคนนอกวง เอาไม้หน้าสามมาฟาดหมด ผมก็ต้องบอกว่า จะปรองดองเฉพาะในวงหรือผู้เล่นทั้งหมด ผู้มีส่วนได้เสียผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องมาเซนต์ด้วยกัน ถ้าเป็นเรื่องของประเทศชาติบ้านเมืองก็เรียกว่า ปฏิญญาสัตยาบัน แต่ว่าในอดีตก็เห็นว่าไม่มีความหมาย

เมื่อถามว่า ควรให้กลุ่มต่างๆ ที่ขัดแย้งทั้ง กปปส. และนปช.มาร่วมด้วยหรือไม่นั้น นายอนุทิน มองว่าเป็นเรื่องจิตสานึกเพราะการทำธุรกิจ ขนาดในสัญญามีบทปรับ ยังฉีกกันได้ นี่เป็นเพียงปฏิญญาเพียงสัตยาบัน ว่าไปแล้วไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย มีผลผูกพันทางสังคม บางคนก็ไม่แคร์สังคม

“การลงสัตยาบัน มองเป็นนิมิตหมายที่ดี คนที่ลงสัตยาบันก่อนจะเบี้ยวต้องคิดหนัก มันไม่ใช่แค่สัญญาระหว่างคนที่มาลงชื่อ เพราะคนที่ลงชื่อเป็นตัวแทนของประชาชนเป็นหมื่นเป็นแสนคน ส่วนตัวเห็นด้วย ชอบ จะได้มีแนวทาง ดีกว่าอยู่เปล่าๆ”

 เชื่อมือ“ประวิตร”นั่งหัวโต๊ะ

ต่อบทบาทของหัวโต๊ะอย่าง บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่รับหน้าเสื่อขับเคลื่อนเรื่องปรองดองนั้น นายอนุทิน มองว่า พล.อ.ประวิตร มีบารมีในการกำหนดทิศทางบ้านเมือง เพราะแม้แต่นายกรัฐมนตรีก็ให้ความเคารพนับถือ จึงมีคุณสมบัติเพียงพอ หรืออย่างน้อยต้องให้โอกาสได้แสดงเจตนารมณ์ก่อนไม่ใช่ยังไม่ทันเปิดเกมก็ไม่เอาแล้ว ยังไม่รู้เลยว่า จะเสนออะไร ต้องตามซื้อตั๋วเข้าไปดูกันก่อน

อย่างไรก็ดี การที่คณะทำงานส่วนใหญ่เป็นทหารเราอาจคิดถึงภาพ “ปิดประตูห้อง” แล้วบอกให้ทุกคนปรองดองกัน คงไม่ใช่ เพราะเรื่องนี้คงไม่สามารถบังคับกันได้ ต้องเกิดจากความเข้าใจ

ทหารอาจจะมีบารมีในการโน้มน้าว เข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศ เราต้องใจกว้าง ให้ทหารเข้ามาคัดท้ายเรือ ตอนนี้เราไม่ได้เป็นคนแจว ไปบังคับกันไม่ได้ แต่เขาอาจจะฉายภาพที่ดีออกมาว่า ถ้าคุณปรองดอง ละทิ้งอดีตทุกอย่าง มองประเทศเป็นหลัก เห็นแก่ประโยชน์ประเทศชาติ

ประเทศไทยเป็นช่วงเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ จากรัชกาลหนึ่งสู่รัชกาลหนึ่ง คนทั้งประเทศที่มีบทบาทด้านต่างๆ ยังไม่เคยเจอ เราต้องมั่นใจว่า พยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของเราเดินหน้าไปได้ด้วยประวัติศาสตร์ที่สวยงาม ใช้โอกาสที่คนไทยเกิดการสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่ และมีองค์พระประมุของค์ใหม่เข้ามาเป็นตัวจุดประกาย เพราะพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งประเทศ

วันนี้ทิฐิมานะความดื้อรั้น เหตุผลเป็นเรื่องรองถ้ายกว่า เรามีองค์พระประมุขมีหน้าที่อย่างเดียวต้องทำให้เกิดความสง่างามให้องค์พระประมุขเพื่อนำพาประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,229 วันที่ 22 - 25 มกราคม 2560
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • politics