จากฐานันดรที่สี่สู่เจ้าของเหมืองหยก (12)

26 ก.ย. 2564 เวลา 23:30 น. 360

คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดยกริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

การผจญภัยในการขึ้นไปบนภูเขาปะกั่นนั้นค่อนข้างจะทุลักทุเลมาก ด้วยความอยากได้ใคร่มีของเธอ ทำให้เธอต้องหาทางเพิ่มกำไรที่จะได้จากการค้า-ขายหยกให้มากที่สุด และอีกอย่างเธอก็ได้เห็นพ่อค้าหยกคนอื่นๆ ที่สะสมความร่ำรวยจากการค้าหยกมาเป็นแบบอย่าง เธอก็คงคิดว่าเธอเองน่าจะมีความสามารถทำได้ จึงทำให้เธอต้องบุกป่าฝ่าดงเข้าไปนั่นเอง
      

ในครั้งแรกที่คุณสุวรรณีขึ้นไปบนภูเขาเหมืองหยกที่ปะกั่นนั้น เธอได้เดินทางไปพร้อมกับสามีและคุณพ่อของสามี เพราะท่านไม่ไว้ใจเรื่องความปลอดภัยของลูกๆ จึงอาสาพาไปด้วยตนเอง 


คณะของเธอจำเป็นต้องนั่งรถบรรทุกหินขนาดใหญ่ขึ้นไป เธอเล่าว่า แม้แต่กระดานพาดขวางกระบะรถยังไม่ให้นั่ง ไม่เหมือนรถบรรทุกที่นั่งขึ้นไปยังภูเขาใจ้ชินโยหรือพระฐาตุอินแขวนด้วยซ้ำไป เธอต้องนั่งบนเก้าอี้พลาสติกเล็กๆ ที่เป็นเก้าอี้นั่งซักผ้า ที่คนขับรถนำมาบริการให้เธอกับคณะนั่งขึ้นไป สภาพถนนก็แย่มากๆ  เสื้อผ้าจากสีขาวก็จะกลายเป็นสีขาวเข้ม ผมเผ้าจากสีดำก็จะมีสีแดงกลายเป็นฝรั่งมังค่าไปหมด หนทางที่ขรุขระทำให้รถต้องเขย่าไปตลอดทาง เธอเล่าติดตลกว่า “นั่งไปแค่ครึ่งชั่วโมง มดลูกแทบจะเคลื่อนเลยค่ะอาจารย์” แต่เธอต้องทนนั่งไปตลอดทางเป็นเวลาหก-เจ็ดชั่วโมงเลยทีเดียว

พอไปถึงครึ่งทาง ปรากฏว่าเก้าอี้ที่เธอนั่งเกิดหักขึ้นมา คนขับรถก็ใจดีมาก พอผ่านหมู่บ้านเล็กๆ ก็รีบจอดรถไปขอซื้อเก้าอี้หวายตัวเตี้ยๆ ให้เธอนั่งต่อ เพื่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง สร้างความประทับใจในความมีน้ำใจให้แก่เธอมาก
          

เมื่อมาถึงที่จุดหมายปลายทาง สิ่งแรกที่คณะจะต้องรีบทำ คือการหาที่พักสำหรับหลับนอนก่อน เพราะในยุคนั้นที่นั่นไม่ได้มีโรงแรมที่จะให้พักได้ พ่อของสามีต้องไปเจรจากับชาวบ้าน ขอเช่าที่พักค้างคืนกันที่บ้านเขา ส่วนร้านอาหารก็ไม่มี ต้องอาศัยฝากท้องกับเจ้าของบ้านที่คณะเธอพักนั่นเอง ซึ่งกว่าจะหาที่พักได้ ก็เล่นเอาเดินกันจนเหนื่อยหอบเลยครับ ที่หลับที่นอนนั้นไม่ต้องพูดถึง ทั้งเก่าทั้งกลิ่นทำให้เธอจดจำมาจนถึงทุกวันนี้เลยครับ 
       

เช้าวันรุ่งขึ้นพอทานอาหารเช้าเสร็จ ก็เริ่มต้นเดินปีนเขาไปดูการขุดหินหยกกัน ซึ่งเธอเล่าว่า ทางการเมียนมาจะระเบิดภูเขากันทุกเช้า เมื่อสิ้นเสียงระเบิด ทางการก็จะปล่อยให้ประชาชนที่ไปออกันรอขึ้นไปขุดหินหยก ที่มีนับเป็นพันๆ คน ต่างวิ่งกรูกันเข้าไปขุด ซึ่งทางการที่มีทหารถือปืนควบคุมอยู่ 


โดยจะอนุญาตให้ขุดได้แค่สองชั่วโมงต่อวันเท่านั้น หลังจากสองชั่วโมงไปแล้ว ก็จะมีบริษัทนิติบุคคล ที่ได้สัมปทานกับทางการ เข้าไปขุดอย่างเป็นเรื่องเป็นราวกันต่อไป ซึ่งในส่วนของบุคคลธรรมดานั้น ทางการไม่อนุญาตให้นำเอาเครื่องมือขุดขนาดใหญ่เข้าไปขุด 
 

ดังนั้นทุกคนก็จะแบกจอบแบกเสียม และฆ้อนทุบหิน ย่ามสะพายบ่า เข้าไปขุดแล้วใส่ย่ามขึ้นไหล่ แบกกันออกมาเป็นทิวแถวเลย ในขณะที่วันแรกคณะของเธอที่ยังถือว่าเป็นน้องใหม่ในวงการ ยังไม่เข้าใจถึงวิธีการ จึงยังไม่ได้รับดอกผลอะไรมากมายครับ
          

ในวันต่อคณะเธอเริ่มเตรียมตัวอย่างดีเพื่อขึ้นไปดูลาดเลาอีกครั้ง ก่อนที่จะลงมือทำอะไรต่อไป ซึ่งในวันนี้ เธอได้เห็นแรงงานที่มาจากทุกสารทิศ หลั่งไหลเข้ามาเหมือนเมื่อวันที่ผ่านมา 


เมื่อระหว่างที่เธอกำลังเพลินอยู่กับการได้เห็นแรงงานที่พบเห็นก้อนหินหยก ที่มีทีท่าว่าจะเป็นก้อนหินที่มีมูลค่าสูง ได้โห่ร้องด้วยความดีใจ ซึ่งวันนี้จะพบเห็นเยอะกว่าวันก่อน การส่งเสียงอื้ออึงในขณะที่แรงงานเหล่านั้นพบเห็นหิน เป็นเสียงที่ทางทหารที่คุมสถานที่เพื่อเฝ้าสังเกตดูความปลอดภัยบอกว่า นี่เป็นเรื่องธรรมดามาก บางวันเสียงจะดังกว่านี้ก็มี 


เธอจึงกระซิบบอกสามีว่า เราไปลองพูดคุยกับแรงงานเหล่านั้นก่อนดีมั้ย ซึ่งผลที่สุดหลังจากที่เธอได้พูดคุยสอบถามแรงงาน จึงทราบว่าแรงงานเหล่านั้น บางคนมาจากรัฐยะไข่ ที่ไกลที่สุดคือบางคนมาจากรัฐตะแหน่งดายี่ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเมียนมาเลย เขาเหล่านั้นต่างพูดว่า มาทำงานขุดหยกที่นี่ ผลตอบแทนดีกว่าทำงานที่เมืองย่างกุ้งหลายเท่า แต่อันตรายก็มากกว่าเป็นเงาตามตัว เพราะทุกวันจะมีคนที่เสียชีวิตแทบทุกวัน 
       

สิ่งที่น่าตกใจมากคือ บางครั้งการขุดหยกที่ถาถมลงมาเป็นกองภูเขาเลากา แต่แทนที่จะพบก้อนหินหยกหรือหยกดิบ กลับพบศพของผู้คนที่ตายไปก่อนหน้านั้นมานาน จนกระทั่งเหลือแต่ซากกระดูกก็มี พอเธอเล่ามาถึงตอนนี้ ผมเองก็ไม่ได้ประหลาดใจกับคำบอกเล่าของเธอเลย เพราะผมเคยมีเพื่อนพนักงานที่ทำงานอยู่กับผมคนหนึ่ง ก็เคยมาทำการขุดหินหยกที่นี่ เขาก็เล่าเรื่องราวเช่นนี้ให้ผมฟังด้วยเช่นกัน 


อีกอย่างคือ ทุกๆ ปีมักจะได้ยินข่าวที่พูดต่อๆ กันมาว่า มีดินสไลด์เหมืองถล่มที่เมืองปะกั่นทุกๆ ปี ปีละหลายๆ ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็จะมีผู้เสียชีวิตเป็นหลักร้อยๆ คน เมื่อฟังจากปากคุณสุวรรณีที่เล่ามา ผมจึงเชื่อสนิทใจว่าเป็นเรื่องจริงแน่นอนครับ เพียงแต่ในยุคก่อนหน้านั้น การสื่อสารยังไม่ดีเหมือนปัจจุบัน 


นอกจากไม่มีอินเตอร์เนตแล้ว แม้แต่โทรศัพพ์บ้านธรรมดายังหายากมากๆ ในเมืองย่างกุ้งเองถ้าบ้านไหนมีโทรศัพพ์ก็นับว่าเป็นคนที่มีฐานะดีมากแล้วครับ
                

หลังจากที่คุณสุวรรณีได้รับทราบข้อมูลต่างๆ จากปากของแรงงานที่กำลังขุดหาก้อนหินหยกแล้ว ในใจก็คิดต่อว่านี่เป็นสวรรค์หรือว่านรกกันแน่ ส่วนตัวเธอเองกับสามีจะตัดสินใจเดินหน้าต่อไปอย่างไร ผมขออนุญาตอุบใว้ก่อน อาทิตย์หน้าจะมาเล่าต่อให้อ่านเล่นครับ โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง