รถญี่ปุ่น รับภาษีไฮบริด 6% สู้ EV จีน โตโยต้า อีซูซุ วอนรัฐบาลปกป้องซัพพลายเชนไทย

12 ธ.ค. 2568 | 05:25 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ธ.ค. 2568 | 05:38 น.

ค่ายรถญี่ปุ่น ต่อลมหายใจ ได้ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ฟูลไฮบริด 6% ยาว 7 ปี ตามโครงสร้างภาษีใหม่ปี 2569 มาสด้า รับไมลด์ไฮบริด 10% แลกลงทุน 5,000 ล้านบาท เริ่มผลิตรถปี 2570 โตโยต้า อีซูซุ วอนภาครัฐปกป้องซัพพลายเชนไทย ที่เกี่ยวเนื่องกับภาคแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์กว่า 8 แสนราย

KEY

POINTS

  • รัฐบาลกำหนดโครงสร้างภาษีใหม่ให้รถยนต์ฟูลไฮบริดเสียภาษีสรรพสามิต 6% เป็นเวลา 7 ปี (เริ่มปี 2569) เพื่อช่วยค่ายรถญี่ปุ่นแข่งขันกับรถ EV จีน
  • โตโยต้าและอีซูซุ แสดงความกังวลต่อยอดขายรถกระบะที่ตกต่ำ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูง

ค่ายรถญี่ปุ่น ต่อลมหายใจ ได้ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ฟูลไฮบริด 6% ยาว 7 ปี ตามโครงสร้างภาษีใหม่ปี 2569 มาสด้า รับไมลด์ไฮบริด 10% แลกลงทุน 5,000 ล้านบาท เริ่มผลิตรถปี 2570 โตโยต้า อีซูซุ วอนภาครัฐปกป้องซัพพลายเชนไทย ที่เกี่ยวเนื่องกับภาคแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์กว่า 8 แสนราย

ค่ายญี่ปุ่นยิ้มรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า ที่จะเริ่ม 1 มกราคม 2569 โดยกลุ่มฟูลไฮบริดเสียอัตรา 6% คงที่ยาวไป 7 ปี หวังเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำราคาสู้กับอีวี จีน ที่เสีย 2% (ประกอบในประเทศ)

สำหรับมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV) กำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราคงที่ ตั้งแต่เริ่มใช้โครงสร้างภาษีใหม่เป็นเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569 - 2575) หากเป็นรถที่ปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 กรัม/กม. เสีย 6% แต่ถ้าปล่อย CO2 ตั้งแต่ 101 - 120 กรัม/กม. เสีย 9%

ขณะที่พิกัดใหม่คือกลุ่มรถยนต์ไมลด์ไฮบริด (MHEV) แรงดันไฟฟ้าในการขับเคลื่อนต่ำกว่า 60 โวลต์ ได้ภาษีสรรพสามิตคงที่ยาว 7 ปี เช่นกัน โดยรถที่ปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 กรัม/กม. เสีย 10% และปล่อย CO2 ตั้งแต่ 101 - 120 กรัม/กม. เสียภาษีสรรพสามิต 12%

รถญี่ปุ่น รับภาษีไฮบริด 6% สู้ EV จีน โตโยต้า อีซูซุ วอนรัฐบาลปกป้องซัพพลายเชนไทย

โดยทุกมาตรการต้องแลกมาด้วยแพกเกจการลงทุน และบังคับใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตในประเทศ เช่น Battery, Traction Motor, Reduction Gear, Inverter หรือติดตั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS) ตามเงื่อนไขที่บีโอไอ กำหนด

สำหรับตลาดรถยนต์ 10 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ต.ค.68) ทำได้ 495,001 คัน เพิ่มขึ้น 3.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว คาดว่ายอดขายทั้งปีจะถึง 6 แสนคัน เติบโตจากปี 2567 เล็กน้อย (5.7 แสนคัน)

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขจะเห็นว่าเติบโต แต่โตโยต้า อีซูซุ มองว่า เซกเมนต์ปิกอัพที่เป็นกระดูกสันหลังของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมานาน อาการยังสาหัส ซึ่ง 10 เดือนที่ผ่านมา ขายรวม 1.17 แสนคัน ลดลง 14.7% และปิดปี 2568 คาดว่า ตลาดปิกอัพจะทำได้กว่า 1.4 แสนคัน (ไม่รวมพีพีวี) ต่ำสุดในรอบ 24 ปี

นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยดูเหมือนจะเติบโต แต่ส่วนหนึ่งเป็นการเติบโตจากรถนำเข้า หรือ EV จีน ที่ยังใช้ชิ้นส่วนเพื่อการผลิตในประเทศน้อย อย่างอีโคคาร์ปีนี้ยอดขายทรงตัว แต่ปิกอัพตกไปเกือบ 15% ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง

อุตสาหกรรมยานยนต์มีห่วงโซ่การผลิตที่ยาว และพึ่งพาซัพพลายเออร์ในประเทศค่อนข้างมาก โดยเฉพาะบริษัทฯ ที่ใช้โลคัล คอนเทนต์ ในสัดส่วนสูง อย่างปิกอัพ “โตโยต้า ไฮลักซ์” ใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงสุดถึง 95%

รถญี่ปุ่น รับภาษีไฮบริด 6% สู้ EV จีน โตโยต้า อีซูซุ วอนรัฐบาลปกป้องซัพพลายเชนไทย

ดังนั้น เมื่อยอดขายลดลง จึงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างๆ และสะท้อนกลับมายังเศรษฐกิจประเทศโดยรวม เนื่องจากภาคยานยนต์ถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจไทย

นายทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดในประเทศเล็กลงก็จริง ส่งผลให้เราต้องพูดคุยกับโรงงานผลิต (อีซูซุ มอเตอร์) เพื่อปรับแผนการผลิตให้ลดลง แต่ในขณะเดียวกันปิกอัพไม่ได้ขายเฉพาะในประเทศไทย ยังผลิตส่งออกตลาดโลกด้วย ซึ่งความต้องการปิกอัพในตลาดโลกไม่ได้ลดลง ดังนั้นโดยรวมซัพพลายเออร์จึงไม่ได้รับผลกระทบ

สำหรับ อีซูซุ มอเตอร์ เปิดสายการผลิตรถยนต์ครั้งแรกในไทยปี พ.ศ.2506 ปัจจุบันมียอดผลิตรวมกว่า 6 ล้านคัน โดยเป็นการส่งออกเกือบ 50% ขณะที่ปลายปีนี้ จำนวนส่งออกทั้งปิกอัพ “ดีแมคซ์” และพีพีวี “มิว-เอ็กซ์” จากฐานการผลิตในประเทศไทยไปสู่ตลาดโลกครบ 3 ล้านคันแล้ว

ปัจจุบันประเทศไทย มีบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์กว่า 2,500 บริษัท และมีประชากรในอุตสาหกรรมนี้กว่า 850,000 คน โดยอีซูซุ มีส่วนสร้างซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยทั้งการลงทุนด้านการผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) สัดส่วนสูงกว่า 90% ในรถปิกอัพ และทำให้รถปิกอัพกลายเป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนที่ส่งออกไปจำหน่ายกว่า 120 ประเทศทั่วโลก