
รีวิว Honda City 2023 รุ่น SV ไมเนอร์เชนจ์ ได้แรง จิบนํ้ามัน
รีวิว Honda City 2023 รุ่น SV ที่เสริมมาในขุมพลังไฮบริด e:HEV ไมเนอร์เชนจ์ ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ 3 สูบ 1.0 ลิตร เทอร์โบ โดดเด่นเรื่องความแรง และเสริมระบบความปลอดภัย Honda Sensing ใส่ครบทุกรุ่นย่อย
ผ่านไป 3 ปีกว่า Honda City เจเนอเรชันที่ 5 ถึงคราวไมเนอร์เชนจ์ แต่ก็เป็นไปตามคิวครับ ที่มากับตัวถังซีดานก่อน ส่วนตัวถังแฮตช์แบ็ก น่าจะเห็นกันต้นปี 2567
Honda City มีให้เลือกทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ 1.0 ลิตร เทอร์โบ และรุ่นไฮบริด e:HEV ที่ใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า
Honda City Turbo ราคา 6.29-7.49 แสนบาท (ขยับขึ้น 1-2 หมื่นบาท) ส่วนรุ่น e:HEV มีรุ่นย่อยใหม่เข้ามาคือ SV ราคา 7.69 แสนบาท ซึ่งถูกกว่ารุ่นท็อป RS ที่ขาย 8.39 แสนบาท (ไม่ปรับราคา)
ตามสไตล์การไมเนอร์เชนจ์ ของฮอนด้า ก็ไม่ได้ปรับอะไรเยอะ อย่างพวกขุมพลัง ช่วงล่างไม่ได้ไปแตะต้อง มีเพียงการคอสเมติกส์ ภายนอก-ภายใน และเพิ่มออพชัน ใหม่ๆ เข้ามาในแต่ละรุ่นย่อย เช่น ระบบความปลอดภัย Honda SENSING, Adaptive Cruise Control และ Apple CarPlay-Android Auto ไร้สาย (รถราคานี้ส่วนใหญ่จะเป็นการเชื่อมต่อแบบเสียบสาย) ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
ส่วนรูปลักษณ์เพิ่มความสดใหม่ด้วย การออกแบบกระจังหน้า กันชนหน้า-หลังใหม่ และรุ่น RS ใช้ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วสีดำ และเปลี่ยนซีรีย์ยางเป็น 185/60 R16 (เดิม 185/55 R16) ภายในเปลี่ยนวัสดุหุ้มเบาะนั่งใหม่ พร้อมทริมตรงแดชบอร์ดหน้า และหน้าจอกลางแบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ดีไซน์ใหม่
การไมเนอร์เชนจ์ครั้งนี้ ฮอนด้าอยากขายตัวไฮบริดมากขึ้น จึงตัดสินใจเพิ่มเกรด SV ที่ราคา ไม่ถึง 8 แสนบาทเข้ามา (ที่ผ่านมาสัดส่วนการขายไฮบริดกับเทอร์โบอยู่ที่ 10%:90%) ซึ่งผมมีโอกาสได้ลองรุ่นนี้ และรุ่นเทอร์โบ SV
การขับขี่โดยรวมผมชอบรุ่นไฮบริดมากกว่ารุ่นเทอร์โบ ทั้งความสมดุลของการถ่ายเทนํ้าหนัก ช่วงล่าง การควบคุม และการเบรก ส่วนรุ่นเทอร์โบได้ความแรงครับ ยิ่งขับย่านความเร็วกลางๆ ไปจนถึงตีนปลาย การตอบสนองพลุ่งพล่านเอาเรื่อง
เรื่องความแรง ทั้งรุ่นเทอร์โบ และไฮบริด ต้องยกให้ Honda City เป็นที่สุดในคลาสบี-เซกเมนต์ (อีโคคาร์) แล้วละครับ แต่อย่างที่บอกว่าผมประทับใจกับศักยภาพ รวมๆ ของตัว e:HEV มากกว่า ด้วยเครื่องยนต์ DOHC i-VTEC 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร มีมอเตอร์ช่วยปั่นไฟ และมอเตอร์ตัวขับเคลื่อน พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนความจุ 1 kWh
กำลังรวมทั้งระบบ 109 แรงม้า แรงบิด 253 นิวตัน-เมตร ในโหมดไฮบริดมอเตอร์ไฟฟ้าจะเป็นตัวขับเคลื่อนรถนะครับ ส่วนเครื่องยนต์จะคอยปั่นไฟ แต่ถ้าวิ่งความเร็วสูงแบบครูสซิ่ง เครื่องยนต์ Atkinson Cycle ถึงจะทำหน้าที่ขับเคลื่อน
ผมทดสอบ Honda City ด้วยการวิ่งรถบนถนนสายเอเชีย และมอเตอร์เวย์ใช้ความเร็ว 120 กม./ชม. เป็นหลัก รุ่นไฮบริด อัตราเร่งเนียนๆ มี แบตเตอรี่อยู่ด้านท้าย ขับทางไกล ยังเห็นอัตราบริโภคนํ้ามัน 23 กม./ลิตร (ตัวเลขของอีโคสติกเกอร์แจ้งไว้ 27.8 กม./ลิตร) ส่วนรุ่นเทอร์โบ 122 แรงม้า บุคลิกของเกียร์ CVT ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน ช่วยกันส่งกำลังสู่ล้อคู่หน้าได้กระฉับกระเฉง เห็นอัตราบริโภคนํ้ามันประมาณ 16 กม./ลิตร (อีโคสติกเกอร์ 23.8 กม./ลิตร)
ส่วนฟังก์ชันอำนวยความสะดวก-ปลอดภัยจัดเต็ม หรือ พวกของที่ดูมีมูลค่าอย่างเบรกมือไฟฟ้า ช่องแอร์ด้านหลังก็มีมาให้ ต่างจากอีโคคาร์รุ่นอื่นๆ (ยกเว้น Toyota Yaris Ativ)
สำหรับ Honda SENSING ที่มีกล้องตรวจจับการจราจรด้านหน้า เพิ่มฟังก์ชันใหม่อย่างระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วตํ่า มาให้ในรุ่น e:HEV จากของเดิมมี 5 ฟังก์ชัน คือ ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ ระบบเตือน และช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ และระบบควบคุมความ เร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน
รวบรัดตัดความ...รีวิว Honda City 2023 ไมเนอร์เชนจ์ เพิ่มรุ่นย่อย SV กับ e:HEV ราคาไม่ถึง 8 แสนบาทก็ซื้อได้ ขณะที่ฟังก์ชันรวมๆ ไม่ขี้เหร่ และทั้งสองขุมพลังคือไฮบริด กับรุ่นเทอร์โบ สมรรถนะโดดเด่นไม่เป็นรองใครในตลาด พร้อมอัตรา บริโภคนํ้ามันที่เป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์ เพียงแต่ช่วงล่าง และการเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร เสียงยางบดพื้นถนน น่าจะปรับปรุงให้ดีกว่านี้ หรืออย่างรุ่นเทอร์โบก็ควรใช้เป็นดิสก์เบรกสี่ล้อได้แล้ว
รีวิว Honda City 2023 รุ่น SV : กรกิต กสิคุณ







