KEY
POINTS
สำนักข่าว Xinhua รายงานว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน และหน่วยงานภาครัฐอีก 5 แห่ง ออกมาตรการชั่วคราวว่าด้วยแผนยกระดับการรีไซเคิล และการใช้ประโยชน์จากแบตเตอรี่พลังงานที่ใช้งานแล้ว ของยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2026
แบตเตอรี่พลังงานทุกก้อนของยานยนต์ดังกล่าว จะมีข้อมูลประวัติดิจิทัล ซึ่งการดำเนินการนี้มีขึ้นในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของจีน ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2025 ยอดการผลิตและยอดจำหน่ายยานยนต์พลังงานใหม่ต่างสูงกว่า 16 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ทั้งหมดภายในประเทศ
กระทรวงฯ ระบุว่าแบตเตอรี่ของยานยนต์พลังงานใหม่รุ่นก่อนหน้านี้เริ่มทยอยหมดอายุการใช้งาน เนื่องจากประสิทธิภาพความจุลดลง ส่งผลให้ปริมาณแบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมชี้ว่า การประกาศใช้กฎระเบียบดังกล่าวถือเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากจีนกำลังเข้าสู่ช่วงที่มีแบตเตอรี่เลิกใช้งานแล้วจำนวนมหาศาล และคาดว่าจะมีแบตเตอรี่ใช้แล้วกว่า 1 ล้านตันภายในปี 2030
มาตรการชั่วคราวดังกล่าวให้ความสำคัญกับกรอบการบริหารจัดการแบบครบทุกช่องทาง ครบทั้งห่วงโซ่ และครบวงจรการใช้งาน โดยครอบคลุมถึงการจัดตั้งแพลตฟอร์มข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับแบตเตอรี่พลังงานของยานยนต์พลังงานใหม่ระดับชาติ และระบบการจัดการข้อมูลประวัติดิจิทัล
ด้านประเทศไทยที่มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมหาศาล และ EV ในปีที่ผ่านมาขายไปกว่า 1 แสนคัน โดยอดีตผู้บริหารซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย “วัลลภ ตรีฤกษ์งาม” ชี้ว่าประเทศอาจมีภาระในการกำจัดซากแบตเตอรี่สะสมสูงถึง 7.8 ล้านตัน
นายวัลลภ เปิดเผยว่า การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า EV อาจจะทำให้ไม่ถึง 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับซากแบตเตอรี่สะสมสูงถึง 7.8 ล้านตัน(รวมซากแบตเตอรี่สินค้าและอุปกรณ์อื่นๆ) ซึ่งมีขนาดเทียบเท่าขนาดของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ากว่า 19.5 ล้านคัน
ดังนั้น หากไม่มีการจัดการที่ถูกต้อง ภูเขาขยะก้อนนี้จะกลายเป็นระเบิดเวลาทางสิ่งแวดล้อม ทั้งสารพิษรั่วไหล สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ในเชิงเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยทางออกคือยุทธศาสตร์แบตเตอรี่ครบวงจร ไม่ใช่แค่การรีไซเคิล แต่คือการเปลี่ยนขยะให้เป็นเหมืองแร่ในเมือง และนำแบตเตอรี่เก่ามาทำเป็นถังเก็บไฟ (ESS) คู่กับโซลาร์เซลล์ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน