KEY
POINTS
จีน ลุยตลาดรถยนต์ไฟฟ้า EV ราคา 5 แสนบาท หวังผลิต-ขายจำนวนมาก วางแผนทำชดเชยให้ครบตามมาตรการ EV3.5 ที่จะสิ้นสุดปี 2570
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า EV ปี 2568 ปิดยอดขายกว่า 1 แสนคัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลายค่ายเดินเครื่องผลิตเต็มที่ หวังให้ครบตามจำนวนที่กำหนดจากการเข้าร่วมมาตรการ EV3.0 (สิ้นสุด 31 ธ.ค.68)
ตัดจบมาตรการ EV3.0 (เงินสนับสนุน 150,000 บาท) แล้วเริ่มต้นใหม่ใน EV3.5 (เหลือเงินสนับสนุน 50,000 บาท และต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศเท่านั้น) ด้วยเงื่อนไขที่เปลี่ยนไปจากเงินสนับสนุนของภาครัฐ และเพิ่มช่องว่างระหว่าง EV นำเข้ากับรุ่นประกอบในประเทศ
โดยรถยนต์ไฟฟ้า EV จะเสียภาษีนำเข้าตามข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น จีน 0% ญี่ปุ่น 20% เกาหลีใต้ 40% แต่โดนภาษีสรรพสามิตเพิ่มจาก 8% เป็น 10% (ช่วงปี 2567-2568 เข้ามาตรการ EV3.5 เสีย 2%) ซึ่งค่ายรถที่เข้าร่วมมาตรการ EV3.0 ยืนยันว่า ปี 2569 จะขึ้นราคารถยนต์แน่นอนจากสิทธิ์ประโยชน์ที่เปลี่ยนไป
บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่าย บีวายดี และ เดนซ่า เปิดเผยว่า ปี 2569 ราคารถยนต์ไฟฟ้าในไทย จะต้องปรับขึ้นไปอยู่ในระดับที่สูงกว่าราคาปัจจุบัน เนื่องจากมาตรการ EV 3.0 สิ้นสุดลง ส่งผลให้ BYD DOLPHIN และ BYD ATTO 3 ที่ผลิตจากโรงงาน BYD ประเทศไทย จะไม่ได้รับเงินสนับสนุนสูงสุดมูลค่า 150,000 บาท จากโครงการ EV 3.0 อีกต่อไป โดยจะได้รับเงินสนับสนุนสูงสุดมูลค่า 50,000 บาท จากโครงการ EV 3.5 แทน
ส่วน BYD SEAL, BYD M6, BYD SEALION 7 และ DENZA D9 นอกจากจะไม่ได้รับ ทั้งเงินสนับสนุนจากภาครัฐสูงสุดมูลค่า 75,000 บาท ยังมีการปรับอัตราการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต เพิ่มขึ้นจากเดิม 2% รวมเป็น 10%
เช่นเดียวกับ GWM ที่ย้ำว่า ORA GOOD CAT แคมเปญ EV 3.0 Final Call (ถึง 31 ธันวาคม 2568) จะเป็นราคาที่ดีที่สุดก่อนขยับราคาในปี 2569
นอกจากประเด็นขยับราคารถในปี 2569 แล้ว อีก 2 ค่ายน้องใหม่อย่าง ฉางอาน และ OMODA&JAECOO ที่โกยยอดขายจากรถนำเข้าตามมาตรการ EV 3.5 ไปก่อนหน้านี้ เตรียมวางแผนผลิตชดเชยด้วยรถระดับ Entry Level ราคาเข้าถึงได้ง่าย ระดับราคาประมาณ 5 แสนบาท
สำหรับมาตรการ EV 3.5 ต้องเริ่มผลิตชดเชยในประเทศระหว่างปี 2569-2570 โดยปีแรกผลิตคืนในสัดส่วน 1:2 (นำเข้า 1 คัน ผลิตคืน 2 คัน) และปีถัดมาเพิ่มสัดส่วนเป็น 1:3 (นำเข้า 1 คัน ผลิตคืน 3 คัน) ถือเป็นกฎเหล็กที่เข้มข้นกว่า EV 3.0 ดังนั้นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จีน จึงพัฒนา EV ราคาประหยัดหวังผลิตและขายจำนวนมากได้
โรงงานฉางอาน จ.ระยอง ปัจจุบันผลิต Deepal S05 EV/REEV แต่ต้นปี 2569 จะเริ่มผลิตเอสยูวีรุ่นเล็ก NEVO Q05 (ชื่อที่ทำตลาดจีน) ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้ากำลัง 161 แรงม้า แบตเตอรี่ LFP ความจุ 51.9 kWh ชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้งวิ่งได้ระยะทาง 506 กม. ส่วนการทำตลาดในไทยจะอยู่ในแบรนด์ Deepal
ขณะที่ OMODA&JAECOO ขายเอสยูวี JAECOO 5 EV ได้เป็นกอบเป็นกำ (ตั้งเป้า 1 หมื่นคันในปี 2568) ดังนั้นจึงมีภาระหนักในการผลิตชดเชย โดยเตรียมขึ้นไลน์ผลิต JAECOO 5 JAECOO 6 และ OMODA C5 ตั้งแต่ต้นปี 2569 และไตรมาส 3 เตรียมเสริมทัพเอสยูวีรุ่นเล็ก OMODA C3 ราคาประมาณ 5 แสนบาท