thansettakij
thansettakij
ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า EV พุ่ง 125,411 คัน

EV ขายทะลุ 1.25 แสนคัน นำเข้า 63% จี้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีด่วน

25 ส.ค. 69 | 06:38 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ส.ค. 69 | 06:40 น.

ตลาดรถยนต์รวม 7 เดือน (ม.ค.–ก.ค.69) ทำได้ 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39% เป็นรถยนต์ไฟฟ้า EV 125,411 คัน ส.อ.ท. ชี้เป็นรถนำเข้า 63% จี้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ผลิตในประเทศ

KEY

POINTS

  • ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า EV ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มีจำนวน 125,411 คัน เพิ่มขึ้น 97.39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • ยอดขาย EV กว่า 63% เป็นรถยนต์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ในขณะที่การผลิตในประเทศมีสัดส่วนเพียง 37%
  • กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถ EV นำเข้า เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ผลิตในประเทศ

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รายงานว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ตลาดรถยนต์มียอดขายรวม 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ในจำนวนนี้เป็นรถยนต์นั่งไฟฟ้า EV จำนวน 125,411 คัน เพิ่มขึ้น 97.39% ครองส่วนแบ่งการตลาด 30.88%

โดยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า EV จำนวน 125,411 คัน เป็นการนำเข้าถึง 63% ดังนั้นกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ จึงออกมาย้ำให้รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า เพื่อให้ความเป็นธรรมกับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ

รถกระบะ 1 ตัน ยอดขายร่วง 17.38%

ในส่วนรถกระบะ 1 ตัน ที่เป็นกระดูกสันหลังของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย  เพราะใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูง พร้อมสร้างการจ้างงาน โดย 7 เดือนที่ผ่านมา ขายได้ 37,369 คัน ลดลง 17.38% เมื่อเทียบจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม ปี 2568

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์  ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดเผยว่า ที่น่ากังวลมาก ๆ จากยอดขายรถยนต์ 7 เดือนแรกของปีที่มีจำนวน 406,162 คัน เป็นการขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า EV ถึง 125,411 คัน เพิ่มขึ้น 97.39% แต่ยอดผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าในประเทศมีเพียง 46,924 คัน เท่ากับสัดส่วน 37.42% ของยอดขาย 

ดังนั้น จึงเป็นการขายรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าถึง 62.58%  จึงมีการเรียกร้องให้มีการพิจารณาในเรื่องภาษีที่อาจจะไม่เป็นธรรมกับรถยนต์สันดาปภายใน และรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทย 

จี้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีใหม่

“ที่น่ากังวลใจมากอีกเรื่องหนึ่งคือยอดขายรถกระบะที่ยังคงขายลดลงเหลือเพียงหนึ่งหมื่นกว่าคันจากที่เคยขายเดือนสามหมื่นกว่าคัน ลดลงถึงกว่า 60% เพราะความเข้มงวดของสถาบันการเงินจากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำมาตลอดหลายไตรมาส ไตรมาสสองของปีนี้เติบโต 1.9% ลดลงจากไตรมาสหนึ่งที่เติบโต 2.8%”

EV ขายทะลุ 1.25 แสนคัน นำเข้า 63% จี้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีด่วน

ยอดขายรถกระบะซึ่งใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศถึง 90% ลดลง ส่งผลกระทบถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์กระบะและอุตสาหกรรมอื่นๆ ในซัพพลายเชนของรถกระบะลดลงด้วย ส่งผลถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของประเทศลดลงหรือขยายตัวในอัตราต่ำในบางเดือน ใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60 % ของกำลังการผลิตทั้งหมด 

หากยอดขายและยอดผลิตรถกระบะมากขึ้น แรงงานในซัพพลายเชนทั้งหลายมีงานทำมากขึ้น มีรายได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศแข็งแรงขึ้น สามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าต่าง ๆ มากขึ้น รวมทั้งชำระหนี้ครัวเรือนได้มากขึ้น เกิดการลงทุนการจ้างงานเพิ่มขึ้น รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น นำไปพัฒนาประเทศไปลงทุนให้ประชาชนมีมาตรฐานชีวิตดีขึ้น 

เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นเติบโตในอัตราสูงขึ้นย่อมดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและคนไทยเข้ามาลงทุน วนเวียนเป็นวัฏจักรเศรษฐกิจเติบโตในอัตราสูงยิ่งๆขึ้น เมื่อผู้ผลิตผู้ลงทุนผลิตได้มากขึ้น ขายได้มากขึ้น มีกำไร มีสภาพคล่องดี ไม่ขาดทุน เป็นการดึงดูดผู้ผลิตเดิมให้คงอยู่และลงทุนในประเทศไทยต่อไปด้วย ไม่ต้องกังวลว่าประเทศไหนจะมาชวนให้ย้ายฐานการผลิตไป