svasdssvasds
logo-pwa

เพิ่ม thansettakij

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด
thansettakij

‘วัตคินสัน’ ปั้น 2 แบรนด์ใหม่จักรกลหนัก

16 มีนาคม 2561
ย้อนกลับไปในปี 2559 ถือเป็นช่วงปีทองของตลาดเครื่องจักรกลหนัก เนื่องจากมีการประกาศเดินหน้าโครงการต่างๆของภาครัฐ ทั้งการสร้างรถไฟความเร็วสูง,รถไฟรางคู่, ประกอบกับภาวะภัยแล้ง และมีโครงการจัดการ นํ้า ทำให้มีความต้องการรถประเภทดังกล่าวเพื่อนำมาใช้งานเพิ่มมากขึ้น

ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดเป็นไปอย่างคึกคัก มีทั้งแบรนด์เจ้าตลาดที่ครองบัลลังก์เหนียวแน่นจากฝั่งญี่ปุ่นและผู้ท้าชิงจากสหรัฐอเมริกา, จีน , เกาหลี, ยุโรป ที่มีการขยับปรับตัวกันเพื่อเข้ามาชิงเค้กก้อนนี้

พอเข้าสู่ปี 2560 ตลาดเริ่มหดตัวลง เนื่องจากมีการซื้อไปก่อนหน้า และบางโครงการหยุดชะงัก เพราะเม็ดเงินไม่ไหลเข้ามาในระบบ ทำให้ไม่เกิดการจับจ่ายใช้สอย ส่วนทิศทางตลาดในปี 2561 ยังทรงตัวอยู่ที่ระดับใกล้เคียงปี 2560
สถานการณ์ตลาดที่ทรงตัว แต่มีผู้เล่นอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มมีการปรับตัว ปรับแผน โดยเฉพาะหน้าใหม่ในธุรกิจ วันนี้ฐานยานยนต์สัมภาษณ์ กมลวัฒน์ วีรศุภกาญจน์ ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท วัตคินสัน คอนสตรัคชั่น อิควิปเมนท์ จำกัด ผู้แทนจำหน่ายเครื่อง จักรกลหนักแบรนด์ CASE และอีก 2 แบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งแนะนำสู่ตลาด RM และ Clark

[caption id="attachment_268179" align="aligncenter" width="476"] กมลวัฒน์ วีรศุภกาญจน์ กมลวัฒน์ วีรศุภกาญจน์[/caption]

++ประเมินภาพรวมตลาด
ปี 2561 คาดว่าความต้องการของตลาดเครื่องจักรกลหนักจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาคือ 4,300 คัน โดยปัจจัยที่จะมีผลคือ โครงการเมกะโปรเจ็กต์ต่างๆ ทั้งการก่อสร้างทาง- ถนน, รถไฟไทย-จีน,การขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 รวมไปถึงการประกาศเลือกตั้งก็คาดว่าจะมีผลต่อตลาดที่จะเติบโต

++แผนรับมือการแข่งขัน
ปีนี้เราเพิ่มงบการตลาด จาก 10 ล้านบาทเป็น 35 ล้านบาท เพราะมีแบรนด์ใหม่เพิ่มเข้ามา โดยในส่วนของแบรนด์ CASE จะขยายสาขาเพิ่มอีก 3 แห่ง ได้แก่ สระบุรี, สุราษฎร์ธานี, นครปฐม ขณะที่สาขาปัจจุบันที่ให้บริการได้แก่ กรุงเทพฯ, ระยอง, อุดรธานีและเชียงใหม่ ซึ่งทุกแห่งจะเป็นทั้งโชว์รูมขายและศูนย์บริการแบบครบวงจร พร้อมทั้งเป็นฮับอะไหล่

ส่วนแผนงานด้านโปรดักต์ ยังคงมีสินค้าหลักได้แก่ รถขุดไฮดรอลิก, รถตักล้อยาง, รถเกลี่ยดิน, รถบดสั่นสะเทือน, รถตักหน้าขุดหลัง,รถตักหน้าล้อยาง โดยโปรดักต์จะมีการเสริมโซลูชัน-ออพชันเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย แถมประกันเพิ่ม ฟรีเมทาแนนซ์ หรืออาจจะให้ส่วนลดพิเศษ ส่วนกิจกรรมโรดโชว์ยังคงจัดขึ้นเป็นประจำ ตามฤดูกาลขาย

ขณะที่แผนกมือ 2 หรือรูปแบบการเช่า คาดว่าอีก 2-3 ปีจะได้เห็น เพราะตอนนี้รถที่จำหน่ายออกไปยังมีอายุการใช้งานแค่ 1- 3ปี ซึ่งโดยพฤติกรรมของลูกค้าส่วนใหญ่ที่ใช้รถประเภทนี้จะอยู่นานกว่า 10 ปี อย่างไรก็ดีตอนนี้จะเริ่มลดลงเหลือ 3-5ปี และแนวทางของรถมือ 2 จะมีราคาที่ลดลงกว่ามือ 1 ประมาณ 50%

++ขยายธุรกิจใหม่
ในปีนี้เราได้เพิ่ม 2 แบรนด์ใหม่ในการทำตลาด ซึ่งทั้งหมดจะเป็นสินค้าที่เจาะกลุ่มลูกค้าพรีเมียม เริ่มตั้งแต่ RM จากออสเตรีย โดยแบรนด์ RMผลิตเครื่องบดวัสดุขนาดกะทัดรัดเคลื่อนที่ได้ หรือที่เรียกว่า โมบาย คอมแพ็กต์ ครัชเชอร์ ที่รองรับนํ้าหนักไม่เกิน 30 ตัน ซึ่งแบรนด์นี้ถือเป็นผู้นำอันดับ 1 ของโลก และตลาดประเทศไทยยังไม่มีใครนำไซซ์นี้เข้ามาจำหน่าย สนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 15 ล้านบาท

ส่วนแผนการตลาดจะจัดงานเปิดตัวสินค้าพร้อมส่งมอบสินค้า 2 รุ่น 2 แบบได้แก่ โมบาย คอมแพ็กต์ ครัชเชอร์ และ เครื่องร่อนคัดขนาดวัสดุกึ่งเคลื่อนที่ 2 ชั้น ให้กับลูกค้าที่สั่งจองแล้ว 2 ราย นอกจากนั้นแล้วจะสื่อสารให้เห็นแบรนด์ การสร้างแบรนด์อแวร์เนส เพื่อให้ลูกค้าเกิดความน่าเชื่อถือ
แบนเนอร์รายการฐานยานยนต์-2
แบรนด์ที่ 2 คือ Clark จากสหรัฐอเมริกา แต่มีโรงงานผลิตและประกอบที่เกาหลี โดยเป็นแบรนด์ที่ทำรถโฟร์กลิฟต์ มีสินค้าให้เลือกทั้งแบบดีเซลและแอลพีจี ซึ่งจุดเด่นของสินค้าคือ ใช้เทคโนโลยีทันสมัย มีการใส่เทเลเมติกส์ เพื่อวัดผลการทำงาน ประมวลการใช้งานรูปแบบต่างๆแล้วนำมาวิเคราะห์ได้ , มีการออกแบบที่แข็งแรง, ระบบความปลอดภัยและการใช้งานมาตรฐานยุโรป ราคาเริ่มต้นที่ 7-9 แสนบาท

สำหรับแผนการตลาดของโฟร์กลิฟต์ จะเจาะกลุ่มลูกค้าแวร์เฮาส์ที่ต้องการรถที่ใช้งานหนัก และมีนโยบายที่เน้นความปลอดภายในการใช้งาน มีการรับประกันสินค้านาน 3 ปี ขณะที่ราคาจำหน่ายถือเป็นราคาพิเศษ โดยจะถูกกว่าคู่แข่งแบรนด์ญี่ปุ่นที่นำเข้าประมาณ 15%

++เป้าหมายรายได้
ปีนี้เราเพิ่ม 2 แบรนด์ใหม่เพื่อทำตลาด ดังนั้นคาดว่ารายได้จะเติบโต โดย CASE น่าจะทำได้ 460 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ทำได้ 230 ล้านบาท และในปีนี้ส่วนแบ่งตลาดจะเพิ่มเป็น 3% จากปีที่ผ่านมาที่มี 1.5% ส่วน RM 130 ล้านบาท และ Clark 50 ล้านบาท โดยสัดส่วนแบ่งออกเป็น รายได้จาก CASE 75%, RM 20% และ Clark 5%

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,348 วันที่ 15 - 17 มีนาคม พ.ศ. 2561
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว