
เมินสงคราม-น้ำมันแพง นักอ่านแห่ช้อปงานสัปดาห์หนังสือ 12 วัน เงินสะพัด 534 ล้าน
เมินสงครามตะวันออกกลาง วิกฤตน้ำมันแพง นักอ่านแห่ช้อปงานสัปดาห์หนังสือฯ 12 วัน ทะลุ 1.3 ล้านคน ทำเงินสะพัดกว่า 534 ล้านบาท ต่างชาติแห่ซื้อลิขสิทธิ์ ดันไทยสู่ “ฮับหนังสือเอเชีย”
KEY
POINTS
- งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติจัดขึ้น 12 วัน ประสบความสำเร็จท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและราคาน้ำมันแพง สร้างเม็ดเงินสะพัดรวมกว่า 534 ล้านบาท
- มีนักอ่านเข้าร่วมงานมากกว่า 1.3 ล้านคน โดยกลุ่มหลักคือ Gen Z สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยยังให้ความสำคัญกับการอ่าน
- ยอดเงินสะพัด 534 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายหนังสือในงานกว่า 444 ล้านบาท และการเจรจาซื้อขายลิขสิทธิ์กับต่างชาติอีกกว่า 90 ล้านบาท
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 ภายใต้แนวคิด “Read The Legend” โดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมา และปิดฉากในวันนี้ (6 เม.ย.) พบว่า มีนักอ่านเดินทางเข้ามาร่วมงานจำนวน ส่งผลให้ตลอดระยะเวลา 12 วันมีนักอ่านเข้าร่วมงานมากกว่า 1.3 ล้านคน สร้างเม็ดเงินสะพัดรวมกว่า 534 ล้านบาท
นายณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่บรรยากาศภายในงานยังคงคึกคักเกินคาด สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยยังให้ความสำคัญกับ “หนังสือ” ในฐานะแหล่งความรู้ ทักษะ ความบันเทิง และแรงบันดาลใจในชีวิต
โดยพบว่าในวันธรรมดามีผู้เข้าร่วมงานเฉลี่ยประมาณ 8 หมื่นคนต่อวัน ขณะที่ช่วงวันเสาร์–อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์มีผู้เข้าร่วมงานเฉลี่ยประมาณ 1 แสนคนต่อวัน ส่งผลให้ตลอดระยะเวลา 12 วันมีนักอ่านเข้าร่วมงานมากกว่า 1.3 ล้านคนใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่การสำรวจพฤติกรรมนักอ่าน พบว่า กลุ่ม Gen Z เป็นกลุ่มหลักของผู้เข้าร่วมงานมากที่สุด คิดเป็น 46.26% ตามด้วย Gen Y 33.71% และ Gen X 10.21% ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการซื้อหนังสือต่อคนอยู่ที่ 500–1,000 บาท คิดเป็น 33.76% รองลงมา ต่ำกว่า 500 บาท 22.02% และ 1,000–1,500 บาท 14.51%
ด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจ พบว่า มีเงินสะพัดตลอดการจัดงานกว่า 534 ล้านบาท แบ่งออกเป็น ยอดจำหน่ายหนังสือภายในงานกว่า 444 ล้านบาท เติบโตประมาณ 5% ขณะที่การเจรจาซื้อขายลิขสิทธิ์ต่างประเทศมีมูลค่ากว่า 90 ล้านบาท เติบโตขึ้น 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
“ความสำเร็จของการจัดงานในปีนี้เกิดจากหลายปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะการสร้างชุมชนนักอ่านผ่านกิจกรรม “กระทรวงว่าการนักอ่านมืออาชีพ” ซึ่งสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ คัดเลือกคอนเทนต์ครีเอเตอร์กว่า 200 คน ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ของงานหนังสือผ่านทุกแพลตฟอร์มอย่างสร้างสรรค์ จุดกระแสให้การอ่านกลายเป็นเทรนด์ของคนรุ่นใหม่อย่างชัดเจน”
นายณัฐกร กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันสมาคมฯ ได้รับการสนับสนุนจาก กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดนิทรรศการดีๆ และกิจกรรมคุณภาพ สร้างแรงดึงดูดความสนใจ อาทิ นิทรรศการ “แสงแห่งปัญญาในสมเด็จพระพันปีหลวง” ถ่ายทอดพระราชดำริด้านการศึกษาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
นิทรรศการอ่านพุทธตำนานผ่านบรรณพิภพ พร้อมจัดแสดงพระไตรปิฏกจุลจอมเกล้าฯ ฉบับพิมพ์ครั้งแรกของโลก รวมถึงนิทรรศการ “Read The Legend : หนังสือต้องห้าม (ลืม)” และกิจกรรม “Meet the Legends : พบปะนักเขียนในดวงใจ” ที่เปิดประสบการณ์การอ่านรูปแบบใหม่อย่างใกล้ชิด รวมถึงกิจกรรม “PUBAT X คณะหุ่นเจ้าขุนทอง” ที่กลับมาสร้างความประทับใจให้กับนักอ่านทุกช่วงวัยผ่านการแสดง เวิร์กชอป และโซนสินค้าที่ระลึก
ขณะที่การเจรจาซื้อขายลิขสิทธิ์ “Bangkok Rights Fair 2026” ระหว่างวันที่ 27–28 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับสมาคมฯ พร้อมการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และแพลตฟอร์ม VIRF ประสบความสำเร็จเกินคาด มีผู้เข้าร่วมถึง 163 บริษัทและนักเขียนจาก 24 ประเทศและเขตแดน
แบ่งเป็นผู้เข้าร่วมจากไทย 83 ราย และต่างประเทศ 80 ราย เกิดการเจรจาซื้อขายลิขสิทธิ์กว่า 624 คู่ โดยเฉพาะจากเกาหลี ไต้หวัน จีน และอินเดีย ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายลิขสิทธิ์รวมกว่า 90 ล้านบาท ตอกย้ำศักยภาพประเทศไทยในฐานะ “ฮับหนังสือเอเชีย” อย่างเป็นรูปธรรม
“ความสำเร็จของงานครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของสำนักพิมพ์ ร้านหนังสือ และภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันปรับตัว พัฒนาคอนเทนต์ และสร้างกลยุทธ์การตลาดใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์นักอ่านยุคปัจจุบัน พร้อมขอบคุณนักอ่านและสมาชิกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ที่ร่วมกันผลักดันให้งานครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย
พร้อมกันนี้ สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ เตรียมเดินหน้าขับเคลื่อน Book Economy อย่างต่อเนื่อง ด้วยการต่อยอดอุตสาหกรรมหนังสือสู่แพลตฟอร์มสร้างสรรค์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ เกม และเว็บตูน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้คอนเทนต์ไทย และสร้างรายได้หมุนเวียนสู่เศรษฐกิจประเทศในระยะยาวด้วย”







