
เพราะฝุ่น สร้างความต่าง
ตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาในช่วงต้นเดือน-กลางเดือนมกราคม 2562 รวมทั้งช่วงปลายปี 2561 ในเดือนธันวาคมสัปดาห์สุดท้าย สภาพอากาศโดยเฉพาะใน กทม.กลายเป็นเมืองในหมอก จนหลากหลายคนโพสต์ผ่านช่องทางสื่อสารออนไลน์ว่านี่ คือ หมอกจางๆหรือควัน และสุดท้ายคำตอบที่ออกมาจากกรมควบคุมมลพิษ คือ ฝุ่นควัน และฝุ่นดังกล่าวไม่ใช่ ฝุ่นธรรมดาที่เข้ามาแล้วผ่านไป แต่นี่กลายเป็นฝุ่นควันพิษละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่มีค่าเกินมาตรฐาน 50 (มคก./ลบ.ม.) ในพื้นที่ 33 เขต จาก 50 เขต พื้นที่ กทม. โดยร้ายแรงถึงขั้นมีผลเสียต่อสุขภาพ
หากมาสรุปแบบสั้นให้เข้าใจง่ายๆ กับ PM 2.5 คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ซึ่งมีความละเอียดมากหรือเปรียบเทียบให้เห็นภาพ คือ 1 ใน 25 ของเส้นผ่านศูนย์กลางเส้นผมมนุษย์ ถือได้ว่าขนจมูกที่มีคุณสมบัติในการกรองฝุ่นยังไม่สามารถกรองได้ ทำให้ฝุ่นละอองชนิดนี้แพร่กระจายเข้าสู่ทางเดินหายใจได้ทันที โดยปัจจุบันฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศมีขนาดตั้งแต่ 0.002 ไมครอน ถือได้ว่ามองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ไปจนถึงขนาดใหญ่กว่า 500 ไมครอน แต่ที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าคือฝุ่นที่มีขนาดตั้งแต่ 50 ไมครอนขึ้นไป
เมื่อมานั่งย้อนนึกถึงสาเหตุของการเกิดฝุ่นพิษขนาดเล็กแบบนี้ นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวในที่ประชุมว่า จากการเฝ้าติดตามสถานการณ์ฝุ่นละออง (PM2.5) ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบว่าสาเหตุหลัก 50-60% มาจากรถเครื่องยนต์ดีเซล ทั้งรถบรรทุก รถกระบะ รวมถึงรถเมล์ประจำทาง พร้อมกันนี้ยังมาจากการเผาในที่โล่งประมาณ 35% ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 5-10% เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมและการลอยของฝุ่นเข้ามาจากพื้นที่อื่น
ซึ่ง PM 2.5 องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุไว้ว่าอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง หากดูผิวเผินหลายคนมองว่าปัญหาดังกล่าว คงเข้ามาในระยะสั้นๆเดี๋ยวคงผ่านไป แต่หากตรวจสอบสถิติย้อนหลังจากรายงานของธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษในอากาศก่อนวัยอันควรมากถึง 50,000 ราย
จากงานวิจัยของ ศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ สาขาวิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เปิดเผยว่า หน้ากากที่ประชาชนนิยมใช้ป้องกัน ฝุ่นละออง PM2.5 มีด้วยกัน 3 แบบ คือ 1.แบบ 3M 8210 N95 2.แบบ 3M 9002A และ3.แบบ Dura ที่ใช้สวมป้องกันไข้หวัดทั่วไป ในกรณีที่ไม่สามารถหาหน้ากากแบบที่ 1 และ 2 ได้ สามารถนำเอาหน้ากากแบบที่ 3 หรือหน้ากากอนามัยทั่วไปใส่กระดาษทิชชูประมาณ 2 แผ่น ก็สามารถป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 ได้เช่นกัน
อย่างที่ทราบกันดีปัญหาของฝุ่นละอองพิษไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่ในต่างประเทศก็เกิดขึ้นเช่นกัน โดยการจัดการของแต่ละประเทศก็มีความแตกต่าง ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเกาหลี ทางกระทรวงสิ่งแวดล้อมได้ออกมาตรการสั่งลดกำลังผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อนลงกว่า 80 % ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน ขณะที่ประเทศจีนนายกเทศมนตรีกรุงปักกิ่งได้ผลักดันให้เกิดหน่วยงาน ตำรวจสิ่งแวดล้อม เข้ามาดูแลและบังคับใช้กฎหมาย เช่น การตรวจตราการเผาขยะ งดกิจกรรมที่ใช้ถ่านหินและการเผาไหม้ ไม่เพียงเท่านั้นยังเร่งปรับปรุงโรงงานราวๆ 2,000 แห่ง เพื่อให้ได้มาตรฐานการบำบัดมลพิษ
ด้านอินเดียก็ประสบปัญหาฝุ่นละอองมากเช่นกัน จึงได้ออกมาตรการขึ้นราคาที่จอดรถให้แพงขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้บริการขนส่งมวลชน รวมทั้งสั่งห้ามใช้รถยนต์ขนาดใหญ่ที่มีเครื่องยนต์แรงม้ามากกว่า 2000 ซีซี ขณะที่หลายเมืองในสหรัฐอเมริกาได้ตั้งข้อกำหนดในการปล่อยมลพิษของทุกอุตสาหกรรมโดยให้องค์กรท้องถิ่นและองค์กรกลางเข้ามาดูแลค่ามลพิษที่ปล่อยออกไป ซึ่งแนวทางดังกล่าวเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 1970 โดยขับเคลื่อนจากภาคประชาชนเอง หรือเกือบ 50 ปีที่แล้ว และล่าสุดทางฮ่องกงพร้อมติดตั้งเครื่องฟอกอากาศที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยสามารถจัดการกับไอเสียของรถยนต์ได้ชั่วโมงละ 5.4 ล้านลูกบาศก์เมตร
ภายใต้คราบของฝุ่นควันพิษมีหลากหลายปัจจัยให้ฉุกคิด ไม่ว่าจะเป็น การเริ่มจากตัวเอง ด้วยการมีหน้ากากอนามัยติดตัวไว้ทุกคน การแก้ปัญหาระยะยาวในเรื่องของมลพิษทางอากาศ ไม่ว่าจะเป็น การส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการขนส่งสาธารณะ การควบคุมและตรวจสอบการปล่อยสารพิษของโรงงานอุตสาหกรรม และแน่นอนผลกระทบที่เห็นได้อย่างเด่นชัดคือประชาชน แต่ถ้าหากมองในมุมกว้างหากประสบปัญหานี้ต่อไปอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ที่สำคัญฝุ่นดังกล่าวนี้ยังทำให้ภาพลักษณ์ของ กทม.ติดอันดับ 9 จากสถิติการจัดอันดับเมืองหลวงที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก โดยกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ประเทศไทย)
บางครั้งการมาของฝุ่นก็สร้างความต่างทั้งในแง่ของการตื่นตัวที่ห้ามตระหนก ความต่างในการเพิกเฉยที่หลากหลายคนเคยมองข้ามผ่านกลายเป็นความรู้ที่ต้องพึงปฏิบัติ รวมทั้งความต่างที่ทางภาครัฐต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาระยะยาวมากกว่าระยะสั้น รวมทั้งพร้อมรับกับมลภาวะที่อาจเกิดขึ้นครั้งใหม่อันเกิดจากการขยายฐานอุตสาหกรรม อาทิ เขตเศรษฐกิจพิเศษ ทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นในขณะนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนแล้วว่า มลภาวะทางอากาศต้องได้รับการดูแลเช่นกัน เพื่อวันหนึ่งกรุงเทพฯของเราจะกลับมามีหมอกอย่างสวยงามโดยไม่สับสนว่านี่ คือ หมอกหรือควัน ตามที่พี่เบิร์ด ธงไชย ได้ร้องไว้จนติดหู
หน้า 21 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,437 วันที่ 20 - 23 มกราคม พ.ศ. 2562
หากมาสรุปแบบสั้นให้เข้าใจง่ายๆ กับ PM 2.5 คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ซึ่งมีความละเอียดมากหรือเปรียบเทียบให้เห็นภาพ คือ 1 ใน 25 ของเส้นผ่านศูนย์กลางเส้นผมมนุษย์ ถือได้ว่าขนจมูกที่มีคุณสมบัติในการกรองฝุ่นยังไม่สามารถกรองได้ ทำให้ฝุ่นละอองชนิดนี้แพร่กระจายเข้าสู่ทางเดินหายใจได้ทันที โดยปัจจุบันฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศมีขนาดตั้งแต่ 0.002 ไมครอน ถือได้ว่ามองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ไปจนถึงขนาดใหญ่กว่า 500 ไมครอน แต่ที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าคือฝุ่นที่มีขนาดตั้งแต่ 50 ไมครอนขึ้นไป
เมื่อมานั่งย้อนนึกถึงสาเหตุของการเกิดฝุ่นพิษขนาดเล็กแบบนี้ นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวในที่ประชุมว่า จากการเฝ้าติดตามสถานการณ์ฝุ่นละออง (PM2.5) ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบว่าสาเหตุหลัก 50-60% มาจากรถเครื่องยนต์ดีเซล ทั้งรถบรรทุก รถกระบะ รวมถึงรถเมล์ประจำทาง พร้อมกันนี้ยังมาจากการเผาในที่โล่งประมาณ 35% ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 5-10% เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมและการลอยของฝุ่นเข้ามาจากพื้นที่อื่น
ซึ่ง PM 2.5 องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุไว้ว่าอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง หากดูผิวเผินหลายคนมองว่าปัญหาดังกล่าว คงเข้ามาในระยะสั้นๆเดี๋ยวคงผ่านไป แต่หากตรวจสอบสถิติย้อนหลังจากรายงานของธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษในอากาศก่อนวัยอันควรมากถึง 50,000 ราย
จากงานวิจัยของ ศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ สาขาวิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เปิดเผยว่า หน้ากากที่ประชาชนนิยมใช้ป้องกัน ฝุ่นละออง PM2.5 มีด้วยกัน 3 แบบ คือ 1.แบบ 3M 8210 N95 2.แบบ 3M 9002A และ3.แบบ Dura ที่ใช้สวมป้องกันไข้หวัดทั่วไป ในกรณีที่ไม่สามารถหาหน้ากากแบบที่ 1 และ 2 ได้ สามารถนำเอาหน้ากากแบบที่ 3 หรือหน้ากากอนามัยทั่วไปใส่กระดาษทิชชูประมาณ 2 แผ่น ก็สามารถป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 ได้เช่นกัน
อย่างที่ทราบกันดีปัญหาของฝุ่นละอองพิษไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่ในต่างประเทศก็เกิดขึ้นเช่นกัน โดยการจัดการของแต่ละประเทศก็มีความแตกต่าง ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเกาหลี ทางกระทรวงสิ่งแวดล้อมได้ออกมาตรการสั่งลดกำลังผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อนลงกว่า 80 % ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน ขณะที่ประเทศจีนนายกเทศมนตรีกรุงปักกิ่งได้ผลักดันให้เกิดหน่วยงาน ตำรวจสิ่งแวดล้อม เข้ามาดูแลและบังคับใช้กฎหมาย เช่น การตรวจตราการเผาขยะ งดกิจกรรมที่ใช้ถ่านหินและการเผาไหม้ ไม่เพียงเท่านั้นยังเร่งปรับปรุงโรงงานราวๆ 2,000 แห่ง เพื่อให้ได้มาตรฐานการบำบัดมลพิษ
ด้านอินเดียก็ประสบปัญหาฝุ่นละอองมากเช่นกัน จึงได้ออกมาตรการขึ้นราคาที่จอดรถให้แพงขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้บริการขนส่งมวลชน รวมทั้งสั่งห้ามใช้รถยนต์ขนาดใหญ่ที่มีเครื่องยนต์แรงม้ามากกว่า 2000 ซีซี ขณะที่หลายเมืองในสหรัฐอเมริกาได้ตั้งข้อกำหนดในการปล่อยมลพิษของทุกอุตสาหกรรมโดยให้องค์กรท้องถิ่นและองค์กรกลางเข้ามาดูแลค่ามลพิษที่ปล่อยออกไป ซึ่งแนวทางดังกล่าวเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 1970 โดยขับเคลื่อนจากภาคประชาชนเอง หรือเกือบ 50 ปีที่แล้ว และล่าสุดทางฮ่องกงพร้อมติดตั้งเครื่องฟอกอากาศที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยสามารถจัดการกับไอเสียของรถยนต์ได้ชั่วโมงละ 5.4 ล้านลูกบาศก์เมตร
ภายใต้คราบของฝุ่นควันพิษมีหลากหลายปัจจัยให้ฉุกคิด ไม่ว่าจะเป็น การเริ่มจากตัวเอง ด้วยการมีหน้ากากอนามัยติดตัวไว้ทุกคน การแก้ปัญหาระยะยาวในเรื่องของมลพิษทางอากาศ ไม่ว่าจะเป็น การส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการขนส่งสาธารณะ การควบคุมและตรวจสอบการปล่อยสารพิษของโรงงานอุตสาหกรรม และแน่นอนผลกระทบที่เห็นได้อย่างเด่นชัดคือประชาชน แต่ถ้าหากมองในมุมกว้างหากประสบปัญหานี้ต่อไปอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ที่สำคัญฝุ่นดังกล่าวนี้ยังทำให้ภาพลักษณ์ของ กทม.ติดอันดับ 9 จากสถิติการจัดอันดับเมืองหลวงที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก โดยกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ประเทศไทย)
บางครั้งการมาของฝุ่นก็สร้างความต่างทั้งในแง่ของการตื่นตัวที่ห้ามตระหนก ความต่างในการเพิกเฉยที่หลากหลายคนเคยมองข้ามผ่านกลายเป็นความรู้ที่ต้องพึงปฏิบัติ รวมทั้งความต่างที่ทางภาครัฐต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาระยะยาวมากกว่าระยะสั้น รวมทั้งพร้อมรับกับมลภาวะที่อาจเกิดขึ้นครั้งใหม่อันเกิดจากการขยายฐานอุตสาหกรรม อาทิ เขตเศรษฐกิจพิเศษ ทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นในขณะนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนแล้วว่า มลภาวะทางอากาศต้องได้รับการดูแลเช่นกัน เพื่อวันหนึ่งกรุงเทพฯของเราจะกลับมามีหมอกอย่างสวยงามโดยไม่สับสนว่านี่ คือ หมอกหรือควัน ตามที่พี่เบิร์ด ธงไชย ได้ร้องไว้จนติดหู
หน้า 21 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,437 วันที่ 20 - 23 มกราคม พ.ศ. 2562






