
เบบี้มายด์แนะคุณแม่เลี้ยงลูกอย่างมีความสุขเป็นธรรมชาติของตัวเองและลูกมากที่สุด
เบบี้มายด์ อัลตร้ามายด์ กลุ่มผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเพื่อทารกตั้งแต่แรกเกิด จัดทำผลสำรวจในกลุ่มคุณแม่รุ่นใหม่และพบว่า 94% ของคุณแม่คนไทยรู้สึกไม่มั่นใจในสัญชาตญาณการเลี้ยงลูกของตนเอง ส่วนอีก 83% มีความเครียดและวิตกกังวลเรื่องการเลี้ยงลูก จึงจัดงานเสวนา “ ผิดหรือถูก เลี้ยงลูกแบบไหน เสริมพัฒนาการลูกดีที่สุด?” ตามพันธกิจของแบรนด์เบบี้มายด์ในการสร้างกำลังใจและความเชื่อมั่นให้กับคุณแม่มือใหม่ในการเลือกสรรวิธีการเลี้ยงลูกตามสัญชาติญาณของความเป็นแม่ ที่รู้ดีที่สุดว่าสไตล์การดูแลแบบใดที่เหมาะกับธรรมชาติของลูกตน
โดยได้เชิญ 4 สุดยอดคุณหมอมาร่วมไขทุกข้อสงสัยในการเลี้ยงลูกแต่ละสไตล์ ได้แก่ ศาสตราจารย์ พญ.อุมาพร ตรังคสมบัติ จิตแพทย์มือ 1 ของประเทศไทยประสบการณ์มากกว่า 30 ปี และผู้ก่อตั้งเพจปั้นใหม่ แพทย์หญิง เสาวภา พรจินดารักษ์ จากเพจหมอเสาวภา เลี้ยงลูกเชิงบวก (ผู้เชี่ยวชาญกุมารเวช ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม) ทันตแพทย์หญิงจีรภา ประพาศพงษ์ จากเพจหมอภา (ผู้เขียนหนังสือ 30 หลักคิด ติดปีกลูก) นายแพทย์ถิรชัย ตันสันติวงศ์ กุมารแพทย์ระบบประสาทที่ได้รับความไว้วางใจจากเหล่าเซเลบริตี้
“สำหรับเบบี้มายด์ เราเชื่อในสัญชาตญาณความเป็นแม่ ความคิดเห็นของคนอื่นๆ รอบตัว ไปจนถึงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญหรือสิ่งที่เราเห็นในอินเทอร์เน็ตอาจทำให้คุณแม่เกิดความลังเลบ้างในความเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตนเอง แต่เบบี้มายด์เชื่อมั่นว่า ธรรมชาติดีที่สุดและคนเป็นแม่ย่อมเข้าใจธรรมชาติของลูกตนเองได้มากที่สุด เราจึงมีพันธกิจที่จะส่งเสริมความมั่นใจและเป็นพลังใจให้คุณแม่เชื่อมั่นในสัญชาตญาณความเป็นแม่ของตนเอง และเราพร้อมที่จะยืนอยู่เคียงข้างคุณแม่ทุกคนในการเลี้ยงลูกตามสไตล์ของตนเอง ซึ่งไม่มีผิดไม่มีถูกและไม่ต้องทำตามใคร เพราะสัญชาตญาณความเป็นแม่นี่เองที่จะชี้แนะแนวทางในการเลี้ยงลูกที่ดีที่สุด พร้อม ๆ กับเดินหน้าสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์พื่อทารกตัวน้อย จากสารสกัดจากธรรมชาติที่ดีที่สุด เพื่อให้อย่างน้อยเป็นหนึ่งเรื่องที่คุณแม่สามารถวางใจและคลายกังวลว่าได้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับลูกสุดที่รัก” นางสุทิพา กล่าวเพิ่มเติม
โดยได้นำหลักการนี้มาผสมผสานกับความรู้ด้านจิตวิทยาพัฒนาการและจิตเวชศาสตร์ เกี่ยวกับการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตรวมทั้ง positive psychology มาได้แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างรากแก้วของชีวิตที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้นในตัวของลูก ได้แก่ ตัวตนที่แข็งแกร่ง วินัยและความสามารถที่จะบังคับตน อุปนิสัยและค่านิยมบวก ทักษะชีวิต ความรักที่จะเรียนรู้ สร้างความสุขในตนเองได้ ทั้งนี้เครื่องมือสร้างรากแก้วที่สำคัญที่สุดก็คือ ชีวิตที่ดีของพ่อแม่ที่ต้องสามารถจัดการกับความเครียดในตนเองและดูแลชีวิตคู่ให้ดี ทำให้ชีวิตครอบครัวมีความสงบสุข รวมทั้งมีเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก ทั้งการสื่อสารที่ดี การสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวก การจัดการกับอารมณ์ของลูกอย่างเหมาะสม การสร้างวินัยในชีวิตประจำวัน การรับมือกับพฤติกรรมของลูกอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างความนับถือตนเอง แต่ทั้งหมดนี้พ่อแม่ก็ต้องไปปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละคน เพราะต้นไม้แต่ละต้นนั้นแตกต่างกัน
ด้านแพทย์หญิงเสาวภา พรจินดารักษ์ กล่าวว่า เชื่อว่า คนเป็นพ่อแม่ย่อมต้องการส่งเสริมพัฒนาการลูกให้เป็นไปตามศักยภาพของเขา เพื่อที่ลูกจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ได้ทำงานตามความถนัดหรือตามความชอบของตนเองได้อย่างมีความสุข แต่ในชีวิตจริง แต่ละขั้นตอนของพัฒนาการ ต้องเผชิญกับอารมณ์หรือพฤติกรรมต่อต้านตามวัยของลูก ซึ่งทำให้การส่งเสริมพัฒนาการตามธรรมชาติของลูกนั้นเต็มไปด้วยความขัดแย้ง สิ่งที่ควรระลึกไว้เสมอก็คือ สัมพันธภาพที่ดีกับลูกเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ลูกรู้สึกเชื่อมโยงและมั่นใจในตัวพ่อแม่ ลูกก็จะรู้สึกมั่นใจในตัวเขาเองได้ การเลี้ยงลูกเชิงบวกจึงเข้ามาช่วยตอบโจทย์ เพราะเป็นการเลี้ยงดูที่เน้นการสื่อสาร เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ไม่เน้นลงโทษ ไม่ใช้อารมณ์ เน้นการฝึกให้ลูกคิดวิเคราะห์ และร่วมตัดสินใจ
แม้ผลสุดท้ายลูกตัดสินใจผิดพลาด ก็ต้องเรียนรู้ผลของการกระทำตนเอง โดยพ่อแม่ไม่ซ้ำเติม แต่พ่อแม่จะช่วยเสริมพลังใจให้ลูกคิดเปลี่ยนแปลงตนเองใหม่ ในครั้งหน้าเมื่อพ่อแม่ใช้วินัยเชิงบวก ลูกจะค่อยๆ คิดเป็น รับผิดชอบเป็น ไม่ต้องรอคำสั่งหรือคำบ่น เวลาในแต่ละวันจึงไม่ต้องหมดไปกับการดุหรือจ้ำจี้จำไช แล้วพ่อแม่จะเหลือเวลานั่งลงทำกิจกรรมกับลูก พูดคุยกับลูก ธรรมชาติหรือความถนัดที่เป็นตัวของเขาเอง ก็จะปรากฏออกมาให้เห็นง่ายขึ้น รวมทั้งพ่อแม่ยังรู้สึกผ่อนคลายมากพอที่จะปล่อยให้ลูก เป็นอะไรก็ได้ในรูปแบบของเขา ได้มองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่มากมาย เมื่อใดก็ตามที่ลูกรู้รับผิดชอบและได้เปิดเผยความถนัดตามธรรมชาติของตนเองออกมา เมื่อนั้นลูกก็จะสามารถต่อยอดสิ่งที่เขาเป็น ไปจนถึงฝั่งฝัน ไม่ท้อถอยหรือล้มเลิกกลางทางง่ายๆ
ส่วนทันตแพทย์หญิงจีรภา ประพาศพงษ์ บอกว่า ตัวหมอเองมีความสนใจเรื่องการพัฒนาตนเองเพื่อความสำเร็จอยู่แล้ว มักพบข้อมูล จากปราชญ์ความสำเร็จในระดับโลก ย้ำให้พ่อแม่สอนหลักคิดสำคัญให้ลูกตั้งแต่ยังเล็ก จึงได้นำมาผนวกเข้ากับข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาเด็ก ซึ่งในความเห็นของหมอ วิธีการเลี้ยงลูกที่จะช่วยเสริมพัฒนาการของลูกได้ดีที่สุด คือวิธีการเลี้ยงลูกตามธรรมชาติของเด็กแต่ละคน เข้าใจธรรมชาติของเด็กแต่ละวัย และรู้ธรรมชาติความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เมื่อลูกได้รับการเติมเต็มในส่วนนี้ จะพัฒนาความรู้สึกดีที่มีต่อตนเอง
หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ คือเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้รอบด้าน ให้ลูกได้ใช้เวลาค้นหาว่าตัวเองชอบอะไร โดยไม่ตีกรอบ พัฒนาสุขภาพกายและสุขภาพใจควบคู่กันไป นอกเหนือจากนั้นคือ เน้นส่งเสริมทักษะที่จำเป็น เช่น ทักษะชีวิต ทักษะเอาตัวรอด การเป็นเจ้านายเทคโนโลยี ทักษะของคนสำเร็จ ระหว่างทางเดินต้องเต็มไปด้วยความรักแบบปราศจากเงื่อนไขและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันตลอดเส้นทาง จะเลี้ยงลูกให้สำเร็จได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องมีความสุขก่อน เมื่อมีความสุขการเลี้ยงลูกของเราจะดี เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกได้ ที่สำคัญ ลูกจะมีความสุขไปด้วย พ่อแม่ที่ประสบความสำเร็จ เลี้ยงลูกให้มีความเคารพนับถือตนเอง ภาคภูมิใจในตนเอง มองภาพตัวเองในทางที่ดี มีความเชื่อมั่นในตน พร้อมกับช่วยลูกให้มีโอกาสเรียนรู้ทักษะที่จำเป็น ที่ต้องใช้ในชีวิตของเขาเมื่อโตขึ้น
สำหรับนายแพทย์ ถิรชัย ตันสันติวงศ์ กล่าวว่า การเลี้ยงลูกไม่ได้มีวิธีที่ถูกต้องสำเร็จรูปเสมอไป พี่น้องในครอบครัวเดียวกันก็ไม่สามารถเลี้ยงด้วยวิธีการเดียวกันได้ เพราะพื้นฐานทางครอบครัวและพื้นฐานด้านจิตใจของเด็กแต่ละคนต่างกัน การเลี้ยงลูกจึงต้องสังเกตอุปนิสัยและจิตใจของเด็กเป็นสำคัญซึ่งแน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ย่อมรู้จักลูกดีที่สุด ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสนใจนอกเหนือจากพัฒนาการด้านร่างกายก็คือพัฒนาการด้านสมองและระบบประสาทซึ่งเราสามารถกระตุ้นพัฒนาได้ตั้งแต่วัยทารก เรื่อยมาจนถึงวัย 1-2 ขวบจากวัยเด็กเล็กจนถึงเด็กโต คุณพ่อคุณแม่ทุกคนอยากให้ลูกเก่งและฉลาดที่สุด นั้นคือ การที่เด็กมี IQ ที่ดีซึ่งมีหลายปัจจัยเป็นตัวประกอบไม่ว่าจะเป็นกรรมพันธุ์ อาหาร รวมถึงการกระตุ้นพัฒนาการเด็กตามวัย นอกจากนี้เราควรให้ความสำคัญเรื่อง EQ เพิ่มขึ้น โดยเน้นไปในเรื่องการหัดแก้ปัญหาด้านอารมณ์ และทัศนคติของเด็กในด้านต่างๆ ในมุมมอง พ่อแม่ที่ประสบความสำเร็จคือพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกแล้วลูกให้รู้จักที่จะมีความคิดสร้างสรรค์ และมีสุขภาพกายและใจที่ดี
โดยได้เชิญ 4 สุดยอดคุณหมอมาร่วมไขทุกข้อสงสัยในการเลี้ยงลูกแต่ละสไตล์ ได้แก่ ศาสตราจารย์ พญ.อุมาพร ตรังคสมบัติ จิตแพทย์มือ 1 ของประเทศไทยประสบการณ์มากกว่า 30 ปี และผู้ก่อตั้งเพจปั้นใหม่ แพทย์หญิง เสาวภา พรจินดารักษ์ จากเพจหมอเสาวภา เลี้ยงลูกเชิงบวก (ผู้เชี่ยวชาญกุมารเวช ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม) ทันตแพทย์หญิงจีรภา ประพาศพงษ์ จากเพจหมอภา (ผู้เขียนหนังสือ 30 หลักคิด ติดปีกลูก) นายแพทย์ถิรชัย ตันสันติวงศ์ กุมารแพทย์ระบบประสาทที่ได้รับความไว้วางใจจากเหล่าเซเลบริตี้
“สำหรับเบบี้มายด์ เราเชื่อในสัญชาตญาณความเป็นแม่ ความคิดเห็นของคนอื่นๆ รอบตัว ไปจนถึงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญหรือสิ่งที่เราเห็นในอินเทอร์เน็ตอาจทำให้คุณแม่เกิดความลังเลบ้างในความเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตนเอง แต่เบบี้มายด์เชื่อมั่นว่า ธรรมชาติดีที่สุดและคนเป็นแม่ย่อมเข้าใจธรรมชาติของลูกตนเองได้มากที่สุด เราจึงมีพันธกิจที่จะส่งเสริมความมั่นใจและเป็นพลังใจให้คุณแม่เชื่อมั่นในสัญชาตญาณความเป็นแม่ของตนเอง และเราพร้อมที่จะยืนอยู่เคียงข้างคุณแม่ทุกคนในการเลี้ยงลูกตามสไตล์ของตนเอง ซึ่งไม่มีผิดไม่มีถูกและไม่ต้องทำตามใคร เพราะสัญชาตญาณความเป็นแม่นี่เองที่จะชี้แนะแนวทางในการเลี้ยงลูกที่ดีที่สุด พร้อม ๆ กับเดินหน้าสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์พื่อทารกตัวน้อย จากสารสกัดจากธรรมชาติที่ดีที่สุด เพื่อให้อย่างน้อยเป็นหนึ่งเรื่องที่คุณแม่สามารถวางใจและคลายกังวลว่าได้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับลูกสุดที่รัก” นางสุทิพา กล่าวเพิ่มเติม
โดยได้นำหลักการนี้มาผสมผสานกับความรู้ด้านจิตวิทยาพัฒนาการและจิตเวชศาสตร์ เกี่ยวกับการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตรวมทั้ง positive psychology มาได้แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างรากแก้วของชีวิตที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้นในตัวของลูก ได้แก่ ตัวตนที่แข็งแกร่ง วินัยและความสามารถที่จะบังคับตน อุปนิสัยและค่านิยมบวก ทักษะชีวิต ความรักที่จะเรียนรู้ สร้างความสุขในตนเองได้ ทั้งนี้เครื่องมือสร้างรากแก้วที่สำคัญที่สุดก็คือ ชีวิตที่ดีของพ่อแม่ที่ต้องสามารถจัดการกับความเครียดในตนเองและดูแลชีวิตคู่ให้ดี ทำให้ชีวิตครอบครัวมีความสงบสุข รวมทั้งมีเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก ทั้งการสื่อสารที่ดี การสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวก การจัดการกับอารมณ์ของลูกอย่างเหมาะสม การสร้างวินัยในชีวิตประจำวัน การรับมือกับพฤติกรรมของลูกอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างความนับถือตนเอง แต่ทั้งหมดนี้พ่อแม่ก็ต้องไปปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละคน เพราะต้นไม้แต่ละต้นนั้นแตกต่างกัน
ด้านแพทย์หญิงเสาวภา พรจินดารักษ์ กล่าวว่า เชื่อว่า คนเป็นพ่อแม่ย่อมต้องการส่งเสริมพัฒนาการลูกให้เป็นไปตามศักยภาพของเขา เพื่อที่ลูกจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ได้ทำงานตามความถนัดหรือตามความชอบของตนเองได้อย่างมีความสุข แต่ในชีวิตจริง แต่ละขั้นตอนของพัฒนาการ ต้องเผชิญกับอารมณ์หรือพฤติกรรมต่อต้านตามวัยของลูก ซึ่งทำให้การส่งเสริมพัฒนาการตามธรรมชาติของลูกนั้นเต็มไปด้วยความขัดแย้ง สิ่งที่ควรระลึกไว้เสมอก็คือ สัมพันธภาพที่ดีกับลูกเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ลูกรู้สึกเชื่อมโยงและมั่นใจในตัวพ่อแม่ ลูกก็จะรู้สึกมั่นใจในตัวเขาเองได้ การเลี้ยงลูกเชิงบวกจึงเข้ามาช่วยตอบโจทย์ เพราะเป็นการเลี้ยงดูที่เน้นการสื่อสาร เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ไม่เน้นลงโทษ ไม่ใช้อารมณ์ เน้นการฝึกให้ลูกคิดวิเคราะห์ และร่วมตัดสินใจ
แม้ผลสุดท้ายลูกตัดสินใจผิดพลาด ก็ต้องเรียนรู้ผลของการกระทำตนเอง โดยพ่อแม่ไม่ซ้ำเติม แต่พ่อแม่จะช่วยเสริมพลังใจให้ลูกคิดเปลี่ยนแปลงตนเองใหม่ ในครั้งหน้าเมื่อพ่อแม่ใช้วินัยเชิงบวก ลูกจะค่อยๆ คิดเป็น รับผิดชอบเป็น ไม่ต้องรอคำสั่งหรือคำบ่น เวลาในแต่ละวันจึงไม่ต้องหมดไปกับการดุหรือจ้ำจี้จำไช แล้วพ่อแม่จะเหลือเวลานั่งลงทำกิจกรรมกับลูก พูดคุยกับลูก ธรรมชาติหรือความถนัดที่เป็นตัวของเขาเอง ก็จะปรากฏออกมาให้เห็นง่ายขึ้น รวมทั้งพ่อแม่ยังรู้สึกผ่อนคลายมากพอที่จะปล่อยให้ลูก เป็นอะไรก็ได้ในรูปแบบของเขา ได้มองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่มากมาย เมื่อใดก็ตามที่ลูกรู้รับผิดชอบและได้เปิดเผยความถนัดตามธรรมชาติของตนเองออกมา เมื่อนั้นลูกก็จะสามารถต่อยอดสิ่งที่เขาเป็น ไปจนถึงฝั่งฝัน ไม่ท้อถอยหรือล้มเลิกกลางทางง่ายๆ
ส่วนทันตแพทย์หญิงจีรภา ประพาศพงษ์ บอกว่า ตัวหมอเองมีความสนใจเรื่องการพัฒนาตนเองเพื่อความสำเร็จอยู่แล้ว มักพบข้อมูล จากปราชญ์ความสำเร็จในระดับโลก ย้ำให้พ่อแม่สอนหลักคิดสำคัญให้ลูกตั้งแต่ยังเล็ก จึงได้นำมาผนวกเข้ากับข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาเด็ก ซึ่งในความเห็นของหมอ วิธีการเลี้ยงลูกที่จะช่วยเสริมพัฒนาการของลูกได้ดีที่สุด คือวิธีการเลี้ยงลูกตามธรรมชาติของเด็กแต่ละคน เข้าใจธรรมชาติของเด็กแต่ละวัย และรู้ธรรมชาติความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เมื่อลูกได้รับการเติมเต็มในส่วนนี้ จะพัฒนาความรู้สึกดีที่มีต่อตนเอง
หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ คือเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้รอบด้าน ให้ลูกได้ใช้เวลาค้นหาว่าตัวเองชอบอะไร โดยไม่ตีกรอบ พัฒนาสุขภาพกายและสุขภาพใจควบคู่กันไป นอกเหนือจากนั้นคือ เน้นส่งเสริมทักษะที่จำเป็น เช่น ทักษะชีวิต ทักษะเอาตัวรอด การเป็นเจ้านายเทคโนโลยี ทักษะของคนสำเร็จ ระหว่างทางเดินต้องเต็มไปด้วยความรักแบบปราศจากเงื่อนไขและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันตลอดเส้นทาง จะเลี้ยงลูกให้สำเร็จได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องมีความสุขก่อน เมื่อมีความสุขการเลี้ยงลูกของเราจะดี เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกได้ ที่สำคัญ ลูกจะมีความสุขไปด้วย พ่อแม่ที่ประสบความสำเร็จ เลี้ยงลูกให้มีความเคารพนับถือตนเอง ภาคภูมิใจในตนเอง มองภาพตัวเองในทางที่ดี มีความเชื่อมั่นในตน พร้อมกับช่วยลูกให้มีโอกาสเรียนรู้ทักษะที่จำเป็น ที่ต้องใช้ในชีวิตของเขาเมื่อโตขึ้น
สำหรับนายแพทย์ ถิรชัย ตันสันติวงศ์ กล่าวว่า การเลี้ยงลูกไม่ได้มีวิธีที่ถูกต้องสำเร็จรูปเสมอไป พี่น้องในครอบครัวเดียวกันก็ไม่สามารถเลี้ยงด้วยวิธีการเดียวกันได้ เพราะพื้นฐานทางครอบครัวและพื้นฐานด้านจิตใจของเด็กแต่ละคนต่างกัน การเลี้ยงลูกจึงต้องสังเกตอุปนิสัยและจิตใจของเด็กเป็นสำคัญซึ่งแน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ย่อมรู้จักลูกดีที่สุด ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสนใจนอกเหนือจากพัฒนาการด้านร่างกายก็คือพัฒนาการด้านสมองและระบบประสาทซึ่งเราสามารถกระตุ้นพัฒนาได้ตั้งแต่วัยทารก เรื่อยมาจนถึงวัย 1-2 ขวบจากวัยเด็กเล็กจนถึงเด็กโต คุณพ่อคุณแม่ทุกคนอยากให้ลูกเก่งและฉลาดที่สุด นั้นคือ การที่เด็กมี IQ ที่ดีซึ่งมีหลายปัจจัยเป็นตัวประกอบไม่ว่าจะเป็นกรรมพันธุ์ อาหาร รวมถึงการกระตุ้นพัฒนาการเด็กตามวัย นอกจากนี้เราควรให้ความสำคัญเรื่อง EQ เพิ่มขึ้น โดยเน้นไปในเรื่องการหัดแก้ปัญหาด้านอารมณ์ และทัศนคติของเด็กในด้านต่างๆ ในมุมมอง พ่อแม่ที่ประสบความสำเร็จคือพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกแล้วลูกให้รู้จักที่จะมีความคิดสร้างสรรค์ และมีสุขภาพกายและใจที่ดี






