
๖๒ พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เจ้าฟ้านักพัฒนา หยาดฝนที่ชุ่มเย็นของแผ่นดิน
ภาพที่ประชาชนชาวไทยเห็นจนชินตา คือเจ้าหญิงที่ทรงแต่งกายทะมัดทะแมง พร้อมกระเป๋าหนังสีดำใบโต และพระหัตถ์ที่ทรงจดบันทึกเรื่องราวตลอดการปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงพระราชบิดา พระราชมารดา และพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์
ย้อนไปราว ๖๐ ปีก่อน ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ได้เขียนบันทึกเรื่องราวของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ ว่า
“ทูลกระหม่อมฟ้าหญิงน้อย ไม่ค่อยจะประทับอยู่นิ่งนัก อันเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว ถ้าไม่มีหนังสือหรือสมุดดินสออยู่ตรงพระพักตร์ ผู้ที่อยู่ใกล้ต้องมีความว่องไวเป็นพิเศษ”
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเริ่มอ่านภาษาไทยตั้งแต่ทรงมีพระชนมายุเพียง ๕ พรรษาเศษ และโปรดการอ่านตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทรงเพลิดเพลินกับเรื่องราวหลากหลายที่ทรงได้รับจากการอ่าน โปรดการศึกษาวรรณคดีทั้งของไทยและต่างประเทศ เป็นผลให้ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านการประพันธ์มาตั้งแต่ทรงเป็นนักเรียนโรงเรียนจิตรลดา นอกจากนั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ยังทุ่มเทพระวิริยะอุตสาหะศึกษาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาบาลีสันสกฤต และภาษาเขมร อย่างแตกฉาน เกิดเป็นพระราชนิพนธ์ร้อยกรองภาษาไทยจำนวนกว่าร้อยบท และร้อยแก้วทั้งในรูปบทความและหนังสือจำนวนนับร้อยเรื่องหลายเล่มพระราชทานให้วางจำหน่ายเพื่อนำเงินมาให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก
“การออกไปพัฒนานั้นเป็นเรื่องสนุก เป็นการท้าทายสติปัญญาว่าถ้ามีโจทย์คือปัญหา และอุปสรรคต่างๆ ก็ต้องพยายามหาข้อเฉลย คือ วิธีแก้ปัญหา ซึ่งบางครั้งก็กินเวลานานกว่าจะคิดออก”
การทรงงานในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระองค์ทรงยึดแนวทางตามแบบพระราชบิดา คือ เน้นความเรียบง่ายและสอดคล้องกับสภาพสังคมนั้นๆ และในทุกครั้งที่พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมโรงเรียนต่างๆ ในท้องถิ่นทุรกันดาร พระองค์มิได้ทรงเยี่ยมราษฎรเท่านั้น แต่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ยังทรงนำทฤษฏีและการเรียนรู้ต่างๆ ที่เรียกว่า “ทฤษฏีทางการศึกษาเฉพาะพระองค์” เข้าไปผสมผสานในหลายประเภท อาทิ ด้านโภชนาการ ซึ่งเป็นเรื่องที่พระองค์สนพระราชหฤทัยเป็นพิเศษ เนื่องจากทรงเห็นว่าโภชนาการเป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี ประกอบกับในการเสด็จฯ ออกไปเยี่ยมเยียนราษฎรในจังหวัดต่างๆ ได้ทรงพบเห็นเด็กและเยาวชนในวัยก่อนเรียนและในวัยหลังเรียนเป็นจำนวนมากที่เป็นโรคขาดสารอาหารชนิดต่างๆ จึงทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทำให้เด็กและเยาวชนเหล่านั้นได้รับอาหารที่เพียงพอ และเหมาะสมกับความต้องการของร่างกายของแต่ละคน นับแต่นั้นมา โครงการตามพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีจึงได้ริเริ่มขึ้น กระจายสู่การพัฒนางานด้านต่างๆ สานต่อพระราชปณิธานดำเนินรอยตามพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ รอยพระบาทที่ปลูกความเจริญอย่างยั่งยืนบนผืนแผ่นดินไทย
“ลูกเอ๋ย…ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนดอกที่มีความรื่นรมย์และความสบายสำหรับเจ้า ทางของเรามิได้ปูด้วยดอกไม้สวยๆ จงไปเถิด แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งบีบคั้นหัวใจเจ้า พ่อเห็นแล้วว่า หนามตำเนื้ออ่อนๆ ของเจ้า เลือดของเจ้าเปรียบดั่งทับทิมบนใบหญ้าใกล้น้ำ น้ำตาของเจ้าที่ไหลต้องพุ่มไม้สีเขียวเปรียบดั่งเพชรบนมรกตที่แสดงความงามเต็มที่เพื่อมนุษยชาติ… จงอย่าละความกล้าเมื่อเผชิญกับความทุกข์…ให้อดทนและสุขุม และจงมีความสุขที่ได้ยึดอุดมการณ์ที่มีค่า ไปเถิด…ถ้าเจ้าต้องการเดินตามรอยเท้าพ่อ”
ตอนหนึ่งของพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรื่อง เดินตามรอยเท้าพ่อ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,249 วันที่ 2 - 5 เมษายน พ.ศ. 2560






