
วัยรุ่นไทยเข้าใจผิด กว่า 61 % เชื่อว่า "บุหรี่ไฟฟ้า" ทำให้เลิกบุหรี่มวนได้
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เผยผลพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้า/พอตของเยาวชนไทย พบกว่า 61 % เข้าใจผิดว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าทำให้สามารถเลิกบุหรี่มวนได้ ขณะที่ 51.19% เชื่อว่า นิโคติน ส่งผลดีต่อร่างกาย
25 มิถุนายน 2567 นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในสังคมไทยและสังคมโลกในปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนซึ่งอยู่ในช่วงวัยที่มีความอยากรู้อยากเห็นต่อสิ่งใหม่ ๆ
จากผลสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้า/พอต ของเยาวชนไทย จำนวน 40,164 คนทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 – 27 พฤษภาคม 2567 โดยกองสุขศึกษาร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย และกรุงเทพมหานคร พบว่า เยาวชนไทยอายุระหว่าง 6-30 ปีมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ร้อยละ 18.60
เมื่อจำแนกตามเพศ พบว่า เพศชายสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงที่สุด ร้อยละ 21.49 รองลงมา LGBTQ+ ร้อยละ 19.73 และเพศหญิง ร้อยละ 16.22
เมื่อสอบถามเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจของเยาวชน พบว่า มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าหลายประการ ดังนี้
- เข้าใจว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าทำให้สามารถเลิกบุหรี่มวนได้ ร้อยละ 61.23
- เข้าใจว่า นิโคตินส่งผลดีต่อร่างกาย ร้อยละ 51.19
- เข้าใจว่า น้ำยาของบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีส่วนผสมของนิโคติน ร้อยละ 26.28
- เข้าใจว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย ร้อยละ 23.28
- เข้าใจว่า ควันบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีอันตราย ร้อยละ 12.53
นอกจากนี้เยาวชนยังมีความเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้า/พอต อันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน ร้อยละ 50.2 อีกด้วย
นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ อธิบดีกรม สบส. กล่าวต่อว่า จากผลการสำรวจดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าเยาวชน ยังขาดความรู้ และความตระหนักถึงผลกระทบจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าและยังมีความเชื่อที่ผิด เพราะในบุหรี่ไฟฟ้ามีสารเสพติดที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ส่งผลเสียต่อระบบหายใจ ระบบหลอดเลือดสมอง ระบบประสาทและสมองและอื่น ๆ
กรม สบส.ในฐานะที่เป็นหน่วยงานในการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้แก่เด็กและเยาวชน จึงได้ส่งเสริมให้ ยุว อสม.ทำหน้าที่เป็นพลังในการสื่อสารให้เด็กและเยาวชน มีความตระหนักรู้ เตือนภัยอันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้า
รวมทั้งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องโดยใช้แนวทางการปฏิบัติตนตามสุขบัญญัติแห่งชาติ ข้อที่ 5 งดสูบบุหรี่ ดื่มสุราและสารเสพติด เพื่อป้องกันเยาวชนให้ห่างไกลจากบุหรี่ไฟฟ้าและลดการเกิดนักสูบหน้าใหม่อันจะนำไปสู่ยาเสพติดชนิดร้ายที่เพิ่มขึ้น

