นายกฯ นำทีม คิกออฟ 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว

07 ม.ค. 2567 | 13:08 น.

นายกฯ คิกออฟ 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว นำร่องร้อยเอ็ด แพร่ เพชรบุรี และนราธิวาส เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพหน่วยบริการทุกระดับทั้งรัฐและเอกชน ลดขั้นตอน ลดความแออัด ลดบุคลากรทางการแพทย์ ลดความเหลื่อมล้ำ

วันนี้ (7 มกราคม 2567) เวลา 18.00 น. ณ ลานสาเกตนคร หน้าหอโหวด 101 จังหวัดร้อยเอ็ด  นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick off  “30 บาท รักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว”

นายกฯ นำทีม คิกออฟ 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว

โดยมีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร รองประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมพิธีเปิด พร้อมกับอีก 3 จังหวัดนำร่อง คือ แพร่ เพชรบุรี และนราธิวาส

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงประตูสาเกตนคร ชมรมประธาน อสม. จังหวัดร้อยเอ็ดผูกผ้าขาวม้าต้อนรับนายกรัฐมนตรีและคณะ โดยมีนายทรงศักดิ์ ประทุมสินธุ์ ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้านอีสาน) เป่าโหวด และนางกฤษณา บุญแสน ศิลปินดีเด่นจังหวัดร้อยเอ็ด ลำกลอนหมอลำต้อนรับ นอกจากนี้ อสม. และประชาชน ร้องเพลงมาร์ช อสม. และเพลงบัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่  และมีการแสดงชุด จาก 30 บาทรักษาทุกโรค สู่ 30 บาทรักษาทุกที่ ให้การต้อนรับ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร  รองประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยขับเคลื่อนนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค มาตั้งแต่ปี 2544 เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยในการรับบริการสุขภาพเมื่อเจ็บป่วยและส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ถือเป็นนโยบายสาธารณสุขที่สำคัญและมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ประชาชนคลายความกังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่ายทางสุขภาพ สามารถลดครัวเรือนที่ยากจนจากรายจ่ายด้านสุขภาพ ซึ่งการขับเคลื่อนต่อจากนี้ คือการยกระดับเป็น 30 บาท รักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อให้คนไทยเข้ารับบริการสุขภาพได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ด้วยบัตรประชาชนใบเดียวเข้ารับบริการได้ทั้งโรงพยาบาลของรัฐ เอกชน คลินิก แล็บและร้านยาใกล้บ้าน เชื่อว่านโยบายนี้จะทำให้คนไทยทุกคนได้รับการส่งเสริมสุขภาพ ควบคุม ป้องกันโรค รักษาพยาบาล และฟื้นฟูสุขภาพ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย เท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มการเข้าถึงบริการสาธารณสุข

 

“ภายใต้รัฐบาลของนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน และคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขของประเทศให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืน นโยบาย ‘30 บาท รักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว’ นี้  จะทำให้พ่อแม่พี่น้องคนไทยทุกคน ได้รับการส่งเสริมสุขภาพ ควบคุม ป้องกันโรค รักษาพยาบาล และฟื้นฟูสุขภาพ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย เท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มการเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุข ทำให้คนไทยทุกคน มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง พร้อมเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในการพัฒนาประเทศ พร้อมขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทุกคน พี่น้อง อสม. และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ที่ร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนา ‘นโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค’ มาตลอด 2 ทศวรรษ และยังร่วมมือกันสานต่อ ขยายผลการดำเนินงานมาสู่ ‘นโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว’ ซึ่งช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการรักษาพยาบาล ทำให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม และยั่งยืน”

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ที่ผ่านมา เมื่อประชาชนจำเป็นต้องเปลี่ยนหน่วยบริการ จะพบปัญหาเรื่องการเข้าถึงข้อมูลประวัติการรักษาพยาบาล เนื่องจากข้อมูลการรับบริการทางการแพทย์ของแต่ละหน่วยบริการไม่เชื่อมโยงกัน ทำให้ประชาชนต้องเสียเวลาในการรวบรวมข้อมูลการรักษาของตนเองจากสถานพยาบาลต่าง ๆ ซึ่งทั้งไม่สะดวกและเป็นภาระค่าใช้จ่ายแฝง ขณะที่แพทย์ผู้รักษามักจะได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการรักษา ซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลไม่ว่าจะเป็นประวัติการรักษา ประวัติการแพ้ยา การได้รับวัคซีน ผลทางห้องปฏิบัติการที่ผ่านมา เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการรักษาในหน่วยบริการอื่นเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน รัฐบาลจึงยกระดับระบบ 30 บาท ให้สามารถใช้บัตรประชาชนใบเดียวเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลทุกเครือข่ายทั้งรัฐและเอกชน โดยพัฒนาระบบบริการและเชื่อมโยงฐานข้อมูลสุขภาพจากหน่วยบริการทุกระดับ ช่วยให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่สะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพและคุณภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ เพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัวได้

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข กำหนดขับเคลื่อนใน 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ แพร่ เพชรบุรี นราธิวาส และร้อยเอ็ด จากนั้นระยะที่ 2 จะขยายอีก 8 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สิงห์บุรี สระแก้ว หนองบัวลำภู นครราชสีมา อำนาจเจริญ และพังงา และขยายทั่วประเทศภายใน 1 ปี โดยจัดงานเปิดตัวขึ้นที่ร้อยเอ็ด พร้อมกับอีก 3 จังหวัดนำร่องเพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน ซึ่งวันนี้ได้มีการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลจตุรพักตร์พิมาน ร้านยา ร้านแล็บ คลินิกเวชกรรม คลินิกทันตกรรม และโรงพยาบาลร้อยเอ็ด พบว่ามีความพร้อมในการขับเคลื่อนเต็มร้อย

นายเศรษฐา ทวีสิน  นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้มาเปิดงาน นโยบาย “30 บาท รักษาทุกที่” พร้อมขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สภาวิชาชีพต่าง ๆ รวมทั้งประชาชน พี่น้อง อสม. ในจังหวัดร้อยเอ็ดและทุกจังหวัดนำร่อง ได้ร่วมมือกันผลักดันนโยบายนี้ ให้สำเร็จเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งการยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้ประชาชนสามารถใช้บัตรประชาชนใบเดียวเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลทุกที่ทั้งรัฐและเอกชน เป็นหนึ่งในนโยบายรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา และเป็นนโยบายเน้นหนักของกระทรวงสาธารณสุขที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ ผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพจากหน่วยบริการทุกระดับ ทุกสังกัด และยกระดับหน่วยบริการให้เป็นโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้จัดบริการสุขภาพ อาทิ ประวัติสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ การออกใบรับรองแพทย์ดิจิทัล ใบสั่งยาและใบสั่งแล็บออนไลน์ การแพทย์และเภสัชกรรมทางไกล การนัดหมายออนไลน์ ส่งยาและเวชภัณฑ์ที่บ้านผ่าน Health Rider และการส่งยาทางไปรษณีย์ เป็นต้น โดยคำนึงถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้ช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล ลดระยะเวลารอคอยและลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาชน

 

“หวังว่านโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว จะช่วยให้คนไทยทุกคนได้รับการดูแลสุขภาพได้ทุกที่ ให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง มีพลังในการดำเนินชีวิต และมีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่อไป” นายกฯ ย้ำ