
สภาฯ จับมือ 4 กระทรวง-เอกชน ผ่าทางตัน "เกิดน้อยด้อยคุณภาพ"
สภาฯ ผนึก 4 กระทรวงใหญ่-เอกชน ร่วมผ่าทางตันวิกฤตประชากรไทยเด็กเกิดใหม่เหลือปีละ 4 แสนคน หวั่นกระทบเศรษฐกิจประเทศ พร้อมรวบรวมข้อสรุปส่งตรงถึง ครม. แก้ปัญหาระยะยาว
KEY
POINTS
- สภาฯ ร่วมมือกับ 4 กระทรวง และภาคเอกชน จัดเสวนาหาทางออกวิกฤตประชากร "เกิดน้อยด้อยคุณภาพ" ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ไทยขาดแคลนแรงงานอย่างหนักในอนาคต
- ภาครัฐเสนอ 4 ยุทธศาสตร์หลัก "เกิดได้ เกิดดี โตดี เก่งดี" ครอบคลุมตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีช่วยมีบุตร การลงทุนพัฒนาเด็ก 2,500 วันแรก การสร้างสวัสดิการครอบครัว และการปฏิรูปการศึกษา
- ภาคอุตสาหกรรมและเอกชนเสนอมาตรการจูงใจ เช่น จัดตั้งศูนย์ดูแลเด็กในที่ทำงาน ลดหย่อนภาษี และแนะให้ใช้เทคโนโลยีทดแทนแรงงานควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพคน
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญทางโครงสร้างประชากร เมื่ออัตราการเกิดของเด็กไทยลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือเพียงประมาณ 400,000 คนต่อปี ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไม่มีการแก้ไข คาดการณ์ว่าในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า ภาคอุตสาหกรรมจะประสบภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก และภายใน 50 ปี ประชากรไทยอาจลดลงจาก 64.9 ล้านคน เหลือเพียงประมาณ 30 กว่าล้านคน ซึ่งจะกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการก้าวข้ามดักรายได้สูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จากงานเสวนาวิชาการ "วิกฤตเกิดน้อยด้อยคุณภาพ" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน โดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุชัดเจนว่า การแก้ไขปัญหานี้ไม่อาจสำเร็จได้ด้วยการทำงานแบบแยกส่วนแต่ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ภาคเอกชน และท้องถิ่น โดยเน้นย้ำว่างานนี้ต้องไม่เป็นเพียงพิธีกรรม แต่ต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ซึ่งข้อสรุปทั้งหมดจะถูกจัดทำเป็นรายงานเสนอตรงต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ "เกิดได้ เกิดดี โตดี เก่งดี"
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวถึงกรอบแนวคิดการพัฒนาประชากรและการศึกษาว่า ปัญหาประชากรเกิดน้อยและการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งหากแต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐานไปจนถึงเชิงนโยบายการศึกษาโดยมีแนวคิดหลักในการขับเคลื่อน 4 ประการ ได้แก่ "เกิดได้ เกิดดี โตดี และเก่งดี"
ประการที่ 1 เกิดได้ โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำผ่านงานวิจัยด้าน Fertility และ Reproductive Medicine ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์และเครื่องมือที่ทันสมัย รวมถึงเทคนิคใหม่ ๆ นอกจากนี้ยังขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงลึกด้าน Reproductive Aging เพื่อรองรับกลุ่มคนที่แต่งงานและมีลูกช้าลง การนำเรื่องข้อมูลทางพันธุกรรม เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อคาดการณ์และวางแผนสุขภาพตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรเฉพาะทางด้าน "เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์" และการมองเรื่องไลฟสไตล์ให้เป็นหนึ่งใน New Growth Engine ใหม่ของประเทศ
ประการที่ 2 เกิดดี ที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพของมารดาและทารกตั้งแต่ในครรภ์อย่างแม่นยำด้วยการสนับสนุนความพร้อมด้านการแพทย์ นวัตกรรมการดูแลสุขภาวะเพื่อให้เด็กที่กำลังจะเกิดมามีความสมบูรณ์พร้อมที่สุดทั้งทางร่างกายและสมอง
ประการที่ 3 โตดี คือ การส่งเสริมการเติบโตอย่างมีคุณภาพผ่านโภชนาการแม่และเด็กในลักษณะ Precision Food และ Future Food โดยนำข้อมูลทางพันธุกรรม มาจับคู่กับวัตถุดิบท้องถิ่นเพื่อออกแบบสารอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับมารดาและทารกเฉพาะบุคคล ควบคู่ไปกับการวิจัยพัฒนาวัคซีนและการพัฒนาสมองของเด็กเพื่อสร้างรากฐานการเรียนรู้ที่ดีที่สุดตั้งแต่วัยเยาว์
ประการที่ 4 เก่งดี คือ การปฏิรูปการศึกษาที่ต้องเริ่มตั้งแต่งานดูแลเด็กวัยปฐมวัย จนถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยปรับเปลี่ยนแนวคิดการศึกษาผ่านโมเดล 5 Hopes คือ
- Personalized Education โดยเปลี่ยนคำถามจากการถามว่า "เด็กคนนี้เก่งหรือไม่" เป็น "เด็กคนนี้เก่งอะไร" โดยใช้ AI เข้ามาช่วยจัดการศึกษาแบบแม่นยำ ให้เหมาะกับศักยภาพรายบุคคล
- Hope to Learn คือ การเปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยโดยเฉพาะสังคมสูงวัยได้เข้ามา Relearn และ Unlearn เพื่ออัปเดตทักษะใหม่ ๆ อยู่เสมอ
- Hope to Work โดยมุ่งเน้นการจับคู่ทักษะเพื่อให้ผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาแล้วมีทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานและสามารถเข้าสู่วันทำงานได้ทันที
- Hope to Rise คือ การแก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา (Zero Dropout) อย่างยั่งยืนโดยการส่งเสริมระบบอาชีวศึกษาและการสร้างทักษะอาชีพ ให้เด็กสามารถสร้างรายได้ระหว่างเรียนควบคู่ไปกับการปรับ Mindset ของสังคมให้ตระหนักถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีของการศึกษาสายอาชีพและสายสามัญอย่างเท่าเทียม
- Hope to Dream ใช้สายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเปลี่ยนบทบาทของผู้เรียน จากการเป็น Job Seeker ไปสู่การเป็นผู้สร้างงาน (Job Creator) และเติบโตไปเป็นผู้ร่วมสร้างชาติในที่สุด
สธ. ชูลงทุน 2,500 วันแรกของชีวิต ผลตอบแทนคุ้มค่า
ด้านนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า จากวิกฤตสถิติการเกิดของประชากรไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือเพียงประมาณ 400,000 คนต่อปี กระทรวงสาธารณสุขและภาคส่วนต่าง ๆ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพประชากรภายใต้แนวคิด "Every Birth Matters" หรือ ทุกการเกิดมีความหมาย โดยมองว่า การลงทุนในเด็กตั้งแต่แรกเกิดคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะการดูแลในช่วง 2,500 วันแรกของชีวิต การส่งเสริมพัฒนาการเด็กให้เติบโตอย่างมีคุณภาพให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาลโดยการลงทุนด้านพัฒนาการเด็กให้ผลตอบแทนสูงถึง 7 เท่า ขณะที่การส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 44 เท่าทั้งในมิติของการลดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ การสร้างภูมิคุ้มกันโรค และการสร้างความผูกพันภายในครอบครัวอย่างใกล้ชิด
สำหรับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยของ 2,500 วันแรกนั้น ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ โดยมุ่งเน้นการฝากครรภ์คุณภาพให้ได้ 100% ดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคุณแม่ผ่านการให้ความรู้ การให้วิตามิน ยา และวัคซีนที่จำเป็น พร้อมทั้งดึงคุณพ่อเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อเตรียมความพร้อมในการเลี้ยงดู ช่วงแรกคลอดถึง 6 เดือน คือ การเน้นการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน สายสัมพันธ์ความอบอุ่น และช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ช่วง 6 เดือน ถึง 2 ปี ที่จะเน้นโภชนาการที่สมบูรณ์และครบถ้วนเพื่อสร้างโครงสร้างร่างกายที่แข็งแรง พร้อมต่อการเจริญเติบโต และช่วงก่อนวัยเรียน คือ ช่วง 2 ถึง 5 ปี เป็นการเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตผ่านการเล่นและการเรียนรู้ เพื่อเป็นรากฐานสำคัญก่อนเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการ
พม.พัฒนาระบบ Smart Care ยื่นคำขอรับความช่วยเหลือง่ายขึ้น
นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาพูดกันมากว่า เราเข้าสู่สังคมสูงวัยแต่ยังมีเรื่องของปัญหาเด็กเกิดลดลง กระทรวง พม. เป็น Safety Net ดูแลคนทุกช่วงวัยตั้งแต่เด็ก เยาวชน ไปจนถึงกลุ่มสตรีและครอบครัวและผู้สูงอายุ รวมถึงผู้พิการ เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด ก็คือ ครอบครัว
"เป้าหมายคือ ต้องสร้างครอบครัวให้เข้มแข็งเพราะเราเลี้ยงเด็กคนเดียวไม่ได้ ต้องมีครอบครัว ต้องมีผู้สูงอายุเป็นเสาหลักให้ ซึ่งในส่วนของ กระทรวง พม. มีสวัสดิการบางส่วนบางตอนที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย ทำให้คนทุกช่วงวัยเข้มแข็งเพิ่มขึ้นมาได้ ที่สำคัญ คือ ครอบครัว โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน มี 2 ส่วนสำคัญ คือ โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดที่ให้เป็นสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 600 บาท/เดือน ตั้งแต่เกิดไปจนถึงอายุ 6 ขวบ สำหรับครอบครัวที่มีรายได้รวมกันต่อปีไม่เกิน 1 แสน"
อย่างไรก็ดี ความยากในการที่จะคัดกรองครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่าแสน ไม่ใช่เรื่องง่ายโดยกระทรวง พม.ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุหรือกลุ่มสตรี กระทรวง พม. มีงบประมาณในลักษณะของสวัสดิการ เป็นเงินช่วยเหลือสงเคราะห์เร่งด่วนเป็นการยกระดับสวัสดิการเพิ่มขึ้น ขณะที่ในส่วนของผู้สูงอายุ มีส่วนสร้างงานสร้างอาชีพแต่ไม่เยอะมาก สุดท้าย คือ เป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตโดยใช้สวัสดิการของกระทรวง พม. ทุก ๆ ภาคส่วนที่เป็นองค์รวมทั้งหมด ทั้งนี้ กระทรวงฯได้พยายามสร้างเครื่องมือที่ใช้งานง่าย เช่น ระบบเงินช่วยเหลือออนไลน์ โดยพัฒนาระบบที่เรียกว่า พม. Smart Care ขึ้นมา สามารถให้คุณแม่ ผู้สูงอายุซึ่งเป็นคนในชุมชนสามารถขอเงินสงเคราะห์ เงินช่วยเหลือเร่งด่วนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
"สำคัญที่สุด เราต้องหาเครือข่ายทางสังคม ภาคีเครือข่ายทางสังคม ซึ่งกลุ่มนี้จะช่วยให้เราพัฒนาสวัสดิการต่าง ๆ ได้ เพื่อให้คุณแม่สะดวกใจที่จะมีลูกได้ รวมถึงคุณปู่ คุณย่าซึ่งสามารถเป็นเสาหลักให้กับครอบครัว ทำให้ครอบครัวเข้มแข็งมากขึ้นกว่าเดิมซึ่งจะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องทุกช่วงวัยได้ ขณะเดียวกันตอนนี้เรามีฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบาง โดยทีมงานของกระทรวง พม.ลงพื้นที่ร่วมกับภาคีเครือข่ายรวบรวมฐานข้อมูลให้มากที่สุด เรากำลังพยายามทำโครงการร่วมกัน เชื่อมโยงฐานข้อมูลนอกกระทรวง ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้มีข้อมูลกลุ่มเปราะบางที่ครบวงจรและครอบคลุมมากที่สุดเพื่อนำไปสู่การให้สวัสดิการของภาครัฐที่แม่นยำโดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ Big Data มากขึ้น"
ร่วมสร้างแรงจูงใจให้แก่แรงงานวัยทำงาน
ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปัญหาอัตราการเกิดของเด็กในประเทศไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่องไม่เพียงแต่สร้างความกังวลในมิติของสังคมและสาธารณสุขเท่านั้นแต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวมด้วย การชะลอตัวของอัตราเกิดนำไปสู่วิกฤตโครงสร้างประชากรซึ่งคาดการณ์ว่า ในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า ภาคอุตสาหกรรมไทยจะเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงานวัยทำงานอย่างหนัก หากไม่มีมาตรการแก้ไขเร่งด่วน คาดว่าในอีกไม่เกิน 50 ปี ประชากรไทยอาจลดลงจาก 64.9 ล้านคน เหลือเพียงประมาณ 30 กว่าล้านคนซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถก้าวข้ามดักความยากจนปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูง (High Income) ได้
นายวราวุธ รมว.อุตสาหกรรม ระบุว่า ปัจจุบันอนุญาตให้สิทธิลาคลอดได้ 120 วันแต่ข้อเท็จจริงหลังพ้นระยะเวลาดังกล่าว คือ พ่อแม่มือใหม่จำนวนมากประสบปัญหาไม่มีสถานที่เลี้ยงดูบุตร ดังนั้น เพื่อร่วมแก้ปัญหานี้ ทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ขอความร่วมมือจากสถานประกอบการและผู้ประกอบการภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการสร้างแรงจูงใจให้แก่แรงงานวัยทำงาน เช่น จัดตั้งศูนย์ดูแลเด็กเล็กในสถานประกอบการ (Daycare Center) ซึ่งจะช่วยให้พนักงานสามารถนำลูกมาดูแลในที่ทำงานได้ ลดความกังวลใจเรื่องการส่งลูกกลับไปเลี้ยงดูที่ต่างจังหวัด
รวมถึงจัดให้มีห้องให้นมบุตร พร้อมสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมรองรับความต้องการขั้นพื้นฐานของแม่และเด็ก รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเลี้ยงดูบุตร ช่วยลดความกังวล ทำให้พนักงานพร้อมที่จะทำงานร่วมกับองค์กร สร้างความสมัครใจในการทำงานล่วงเวลาได้ เป็นต้น ขณะที่ทางกระทรวงฯ มีมาตรการลดหย่อนภาษีที่จะพิจารณานำค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้มาใช้ลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการมากขึ้น
อย่างไรก็ดี เพื่อแก้ปัญหาระดับโครงสร้าง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับ 20 กระทรวงและองค์กรระหว่างประเทศภายใต้สหประชาชาติได้ร่วมกันจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 5x5 ฝ่าวิกฤตประชากร ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและได้นำเสนอต่อองค์กรสหประชาชาติในเวลาต่อมา โดยยุทธศาสตร์ดังกล่าว ประกอบด้วย 5 เสาหลัก คือ การเสริมพลังคนวัยทำงาน โดยสนับสนุนองค์ความรู้ รายได้ และที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม เพื่อสร้างความพร้อมในการมีครอบครัว, การพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน คือการมุ่งเน้นพัฒนาการทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และ EQ ตั้งแต่ช่วงอยู่ในครรภ์จนถึงวัยเรียน, การส่งเสริมศักยภาพผู้สูงอายุโดยดึงผู้สูงอายุเข้าสู่ระบบการทำงานและการดูแลสังคมเพื่อลดภาระทางสาธารณสุขและช่วยดูแลเด็กเล็ก
การดึงศักยภาพคนพิการ ด้วยการสร้างโอกาสในการทำงานให้คนพิการเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของคนวัยทำงาน และการสร้างระบบนิเวศเพื่อสร้างแรงจูงใจในการมีบุตร โดยปรับเปลี่ยนแนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่มีสุขภาพดีแต่ไม่ต้องการมีบุตรด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ปลอดจากยาเสพติดและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกมิติร่วมด้วย
เอกชนเสนอผสาน 2 หลักคิดแก้วิกฤต
นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ปัญหาอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลงอย่างต่อเนื่องและการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ไม่เพียงแต่เป็นประเด็นระดับภูมิภาค หากแต่เป็นวิกฤตการณ์ระดับโลกที่กำลังส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญแม้การคาดการณ์ในภาพรวมจะชี้ว่าประชากรโลกอาจเริ่มถดถอยในอีก 50 ปีข้างหน้าแต่ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ได้เข้าสู่วิกฤตประชากรลดลงแล้วซึ่งสองแนวทางหลักในการรับมือวิกฤตประชากรของนานาชาตินั้น แบ่งออกเป็น 2 ขั้วหลัก
ขั้วแรก คือ การอัดฉีดงบประมาณเพื่อกระตุ้นอัตราการเกิดโดยมุ่งเน้นการรักษาระดับประชากรเพื่อไม่ให้ GDP และความสามารถในการแข่งขันตกต่ำลง ตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่นที่ทุ่มงบประมาณส่งเสริมการมีบุตรสูงถึงประมาณ 800,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่เกาหลีใต้ใช้งบประมาณกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี เน้นการสร้างความสมดุลในการทำงาน การลดชั่วโมงทำงาน เพิ่มเวลาดูแลครอบครัวและสนับสนุนกิจกรรมสันทนาการ
ขั้วที่ 2 คือ การปรับตัวยอมรับและใช้เทคโนโลยีทดแทน โดยมองว่า การลดลงของประชากรเป็นกระบวนการธรรมชาติที่ไม่สามารถยับยั้งได้ในประเทศที่พัฒนาแล้วจึงแก้ปัญหาด้วยการขยายอายุเกษียณ เช่น จาก 60 ปี เป็น 70–80 ปี พร้อมทั้งเร่งนำเทคโนโลยี, หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ เข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์และดูแลผู้สูงวัย รวมถึงการปรับโครงสร้างภาษีโดยหันไปจัดเก็บภาษีจากผลผลิตที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีและหุ่นยนต์แทนแรงงานมนุษย์
สำหรับประเทศไทยนั้น การรับมือกับวิกฤตประชากรเห็นว่า จำเป็นต้องดำเนินการทั้งสองแนวทางควบคู่กันไป ทั้งทางด้านเทคโนโลยีโดยเร่งปรับตัวนำ AI, หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติมาใช้เพื่อรักษาและเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันด้านคุณภาพประชากรต้องสร้างความยั่งยืนของประชากรโดยเน้นที่คุณภาพมากกว่าปริมาณ ยึดแนวคิดการสร้างความปลอดภัยให้เป็นรากฐานสำคัญของทั้งสถาบันครอบครัวและสถานศึกษาและป้องกันไม่ให้เด็กตกหล่นออกจากระบบการศึกษา จัดการเรียนรู้ที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลางและส่งเสริมศักยภาพตามความสนใจเพื่อสร้างประชากรที่มีคุณภาพเข้าสู่สังคม







