
โลกเผชิญวิกฤต ‘เด็กเกิดน้อย’ เศรษฐกิจต้องรับมือประชากรลด
โลกเผชิญวิกฤตเด็กเกิดน้อย 55% ประเทศต่ำกว่าระดับทดแทน กระทบแรงงาน เศรษฐกิจ และสวัสดิการ ไทยต้องเร่งลดต้นทุนมีลูกพร้อมเพิ่มผลิตภาพด้วย AI
KEY
POINTS
- วิกฤตเด็กเกิดน้อยส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศทั่วโลกมีอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำกว่าระดับทดแทน กระทบต่อกำลังแรงงานและรายได้ภาษี
- การแก้ปัญหาด้วยเงินอุดหนุนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื่องจากมีปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น ค่าครองชีพ และความไม่มั่นคงในการทำงาน ที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างครอบครัว
- แนวทางรับมือในอนาคตคือการทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้แม้ประชากรลดลง โดยต้องยกระดับผลิตภาพแรงงานด้วยเทคโนโลยีและ AI ควบคู่ไปกับการลงทุนในคุณภาพของประชากร
โลกกำลังเปลี่ยนจากความกังวลเรื่องประชากรล้นโลก สู่โจทย์ใหญ่ “เด็กเกิดน้อย” หลัง 55% ของประเทศทั่วโลกมีอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำกว่าระดับทดแทน 2.1 คนต่อผู้หญิง 1 คน กระทบฐานแรงงาน กำลังซื้อ รายได้ภาษี และภาระสวัสดิการ ขณะที่ไทยมีอัตราการเจริญพันธุ์ราว 1.2 พร้อมเข้าสู่สังคมประชากรลดเร็วขึ้น จับตาโจทย์ใหม่รัฐต้องลดต้นทุนการสร้างครอบครัว ควบคู่ยกระดับผลิตภาพด้วยเทคโนโลยีและ AI
55% ประเทศทั่วโลก อัตราเกิดต่ำกว่าระดับทดแทน
โลกกำลังเปลี่ยนจากยุคที่กังวลเรื่องประชากรล้นโลก สู่ยุคที่หลายประเทศต้องเผชิญปัญหา “เด็กเกิดน้อย” โดยข้อมูลจาก UN ระบุว่า 55% ของประเทศทั่วโลกมีอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำกว่าระดับทดแทนที่ 2.1 คนต่อผู้หญิง 1 คน ขณะที่เกือบ 1 ใน 5 ของประเทศมีอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำกว่า 1.4 ซึ่งเป็นระดับที่ประชากรมีแนวโน้มลดลงในระยะยาว
เกาหลีใต้ถือเป็นกรณีที่ชัดเจนที่สุด โดยปี 2024 มีอัตราการเจริญพันธุ์เพียง 0.75 แม้จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน ขณะที่ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง รวมถึงหลายประเทศในยุโรป ต่างเผชิญอัตราการเกิดต่ำกว่าระดับทดแทนมาเป็นเวลานาน ส่วนไทยก็เดินเข้าสู่เส้นทางเดียวกัน โดยอัตราการเจริญพันธุ์ลดลงเหลือราว 1.2 และจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ต่อเนื่องหลายปี
ปัญหาเด็กเกิดน้อยจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องโครงสร้างประชากร แต่กำลังกลายเป็นโจทย์เศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพราะเด็กที่ไม่ได้เกิดในวันนี้หมายถึงแรงงาน ผู้เสียภาษี ผู้ประกอบการ และกำลังซื้อในอนาคตที่ลดลง ขณะเดียวกันจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นทำให้ภาระของคนวัยทำงานสูงขึ้น ทั้งด้านสวัสดิการ บำนาญ และสาธารณสุข
จากแจกเงิน สู่การลดต้นทุนการสร้างครอบครัว
หลายประเทศพยายามแก้ปัญหาด้วยมาตรการสนับสนุนครอบครัว ตั้งแต่เงินอุดหนุนเด็ก การรักษาภาวะมีบุตรยาก การพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก ไปจนถึงสิทธิการลาเลี้ยงดูบุตรและการทำงานแบบยืดหยุ่น ขณะที่บางประเทศใช้มาตรการด้านภาษีและที่อยู่อาศัยเพื่อช่วยลดต้นทุนระยะยาวของการสร้างครอบครัว
บทเรียนสำคัญคือ “เงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ” แม้เกาหลีใต้จะใช้งบประมาณจำนวนมากมาตั้งแต่ปี 2006 และออกมาตรการครอบคลุมแทบทุกด้าน แต่อัตราการเกิดยังอยู่ในระดับต่ำที่สุดในโลก สะท้อนว่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งค่าครองชีพ ราคาที่อยู่อาศัย ความไม่มั่นคงในการทำงาน ชั่วโมงการทำงาน และภาระการเลี้ยงดูบุตรที่ตกกับผู้หญิง ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจสร้างครอบครัว
ดังนั้น นโยบายประชากรจึงต้องเปลี่ยนจากคำถามว่า “ทำอย่างไรให้คนมีลูกมากขึ้น” เป็น “ทำอย่างไรให้คนที่ต้องการมีลูกสามารถมีลูกได้” โดยลดอุปสรรคตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การตั้งครรภ์ การเลี้ยงดู ไปจนถึงการสร้างสมดุลระหว่างงานและครอบครัว
ประชากรลด แต่เศรษฐกิจต้องโต
ในระยะยาว ประเทศไม่สามารถพึ่งการเพิ่มจำนวนประชากรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเตรียมเศรษฐกิจให้สามารถเติบโตได้แม้จำนวนคนลดลง ผ่านการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การลงทุนด้านการศึกษา เทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และ AI ควบคู่กับการพัฒนาทักษะตลอดชีวิต เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพทำงานต่อ และบริหารจัดการแรงงานต่างชาติอย่างเหมาะสม
สำหรับไทย การสนับสนุนให้คนมีลูกยังมีความจำเป็น แต่ต้องเดินคู่กับการลงทุนใน “คุณภาพของคน” เพราะในโลกที่ประชากรลดลง ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจอาจไม่ได้อยู่ที่ประเทศใดมีคนมากที่สุด แต่อยู่ที่ประเทศใดสามารถทำให้ประชากรที่มีอยู่สร้างมูลค่าได้สูงที่สุด
ท้ายที่สุด วิกฤตประชากรจึงไม่ใช่เพียงโจทย์เรื่อง “จำนวนเด็กเกิดใหม่” แต่เป็นคำถามใหญ่ถึงอนาคตของระบบเศรษฐกิจและสังคมว่า ประเทศจะสร้างสภาพแวดล้อมอย่างไรให้คนอยากสร้างครอบครัว ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้จำนวนประชากรจะลดลงอย่างต่อเนื่อง
บทความโดย Bnomics ธนาคาร กรุงเทพ
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,227 วันที่ 16 - 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569







