
เด็กไทยอ้วนพุ่งเกือบ 15% สสส.เร่งปั้นโรงเรียนต้นแบบ ‘สามเหลี่ยมสมดุล’
สสส.ต่อยอดโมเดล “สามเหลี่ยมสมดุล” รับพฤติกรรมเด็กไทยเปลี่ยน กิจกรรมทางกายน้อยลง ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เดินหน้าสร้างโรงเรียนต้นแบบ ดึงครู-ผู้ปกครอง-ชุมชนร่วมวางระบบ “กินดี วิ่งเล่น นอนพอ” สร้างสุขภาวะเด็กตั้งแต่วัยเรียน
KEY
POINTS
- เด็กไทยอายุ 5-17 ปีเกือบ 15% กำลังเผชิญกับภาวะอ้วนและน้ำหนักเกิน ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่น่ากังวล
- สสส. ริเริ่มโครงการ "สามเหลี่ยมสมดุล" เพื่อส่งเสริมสุขภาพเด็กไทยผ่าน 3 หลักการสำคัญคือ "กินดี-วิ่งเล่น-นอนพอ"
- โครงการมุ่งเน้นการสร้าง "โรงเรียนต้นแบบ" เพื่อเป็นพื้นที่นำร่องในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ โดยอาศัยความร่วมมือจากโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพและสถาบันการศึกษา เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมสุขภาพด้วยกิจกรรมทางกายในกลุ่มเด็กให้เติบโตสมวัยด้วยสามเหลี่ยมสมดุล (Promoting Physical Activities and Eat-Play-Sleep Approach in School age Children) โดยมุ่งสร้างต้นแบบการส่งเสริมสุขภาพเด็กผ่านแนวคิด “กินดี-วิ่งเล่น-นอนพอ” ควบคู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดีในโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน
แนวทางดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลต่อพฤติกรรมสุขภาพของเด็กไทยที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการมีกิจกรรมทางกายลดลง การใช้เทคโนโลยีและหน้าจอเพิ่มขึ้น รวมถึงพฤติกรรมการบริโภคและการพักผ่อนที่ไม่สมดุล ซึ่งล้วนมีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก โดยข้อมูลที่ สสส.นำเสนอระบุว่า เด็กไทยอายุ 5-17 ปีเกือบ 15% มีภาวะอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน สะท้อนโจทย์ด้านสุขภาพที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการแก้ไข
สสส.ชู 3 เสาหลัก สร้างสมดุลเด็กไทย
นางสาวนิรมล ราศรี ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า สถานการณ์สุขภาพเด็กไทยเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจำเป็นต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะพฤติกรรมการวิ่งเล่น การกิน และการนอนที่ไม่สมดุล ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพและพัฒนาการของเด็ก
สสส.จึงจัดทำโครงการส่งเสริมสุขภาพด้วยกิจกรรมทางกายในกลุ่มเด็กให้เติบโตสมวัยด้วยสามเหลี่ยมสมดุล เพื่อส่งเสริมให้เด็กไทยเติบโตอย่างสมวัยและเต็มศักยภาพ ผ่าน 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ “วิ่งเล่น” (Play) ส่งเสริมการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเหมาะสม “กินดี” (Eat) รับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ ลดหวาน มัน เค็ม และ “นอนพอ” (Sleep) นอนหลับอย่างมีคุณภาพวันละ 9-12 ชั่วโมง
แนวคิดสามเหลี่ยมสมดุลไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการให้ความรู้แก่เด็ก แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เด็กสามารถนำพฤติกรรมสุขภาพไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง โดย สสส.ให้ความสำคัญกับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ครอบครัว ชุมชน และภาคีเครือข่าย เพื่อให้การส่งเสริมสุขภาพเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับแนวทางในโรงเรียน จะครอบคลุมตั้งแต่การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การพัฒนาโรงอาหารสุขภาพ การสร้างพื้นที่เล่นที่ปลอดภัย ตลอดจนการส่งเสริมให้เด็กสามารถเลือกบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” (Healthier Choice) เป็นหนึ่งในแนวทางสนับสนุนการเลือกอาหาร
“โครงการไม่ได้เป็นเพียงการให้ความรู้ แต่มุ่งจุดประกายการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อสุขภาวะของนักเรียน ครอบครัว และชุมชน ซึ่งการเริ่มต้นที่โรงเรียนและในช่วงวัยเด็กจะช่วยปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่ดี และส่งต่อการเรียนรู้ไปสู่ครอบครัวและชุมชน” นางสาวนิรมลกล่าว
ดัน “โรงเรียนต้นแบบ” เชื่อม ครู-พ่อแม่-นักเรียน
หนึ่งในกลไกสำคัญของโครงการคือการพัฒนา “โรงเรียนต้นแบบ” ให้เป็นพื้นที่สำหรับทดลองและขยายแนวทางการสร้างสมดุลด้านสุขภาพเด็ก โดยมุ่งให้โรงเรียนไม่ได้ทำหน้าที่เพียงถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้พฤติกรรมสุขภาพกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน
นายภราดามานิต สกนธวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม กล่าวว่า โรงเรียนให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพและสุขภาวะของนักเรียน โดยมุ่งพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และทักษะชีวิต ผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการ Smart and Healthy โครงการเด็กไทยแก้มใส และโครงการอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพเด็กไทย
โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม เข้าร่วมโครงการในฐานะโรงเรียนต้นแบบ โดยนำแนวคิดสามเหลี่ยมสมดุลมาพัฒนาผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ “ห้องเรียนสมดุล ห้องเรียนครู และห้องเรียนพ่อแม่” เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และชุมชน
เป้าหมายสำคัญคือการนำองค์ความรู้เรื่องสุขภาพไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และทำให้การดูแลสุขภาพของเด็กไม่ได้หยุดอยู่เพียงในโรงเรียน แต่สามารถต่อยอดไปยังครอบครัวและสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กได้ในระยะยาว
นักวิชาการชี้ “วิ่งเล่น” สำคัญต่อพัฒนาการ
ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.เจริญ กระบวนรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา กล่าวว่า กิจกรรมทางกายเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก เนื่องจากการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเหมาะสมตามช่วงวัยช่วยพัฒนาระบบกล้ามเนื้อ กระดูก ระบบประสาท และสมรรถภาพทางกาย รวมถึงส่งเสริมการทำงานของสมอง อารมณ์ และทักษะการเรียนรู้
อย่างไรก็ตาม เด็กไทยมีแนวโน้มมีกิจกรรมทางกายลดลงจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงและการใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การใช้พลังงานของร่างกายลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ดังนั้น การส่งเสริมให้เด็กได้เคลื่อนไหว ออกกำลังกาย และมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ จึงต้องดำเนินควบคู่ไปกับการกินอาหารที่เหมาะสมและการพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อสร้างสมดุลด้านสุขภาพตั้งแต่วัยเด็ก
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลัก “สามเหลี่ยมสมดุล” ที่ สสส.นำมาใช้เป็นกรอบในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเด็ก โดยเน้นว่าการมีสุขภาพดีไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความสมดุลระหว่างกิจกรรมทางกาย อาหาร และการนอนหลับ (แคมเปญสุขภาพสร้างสรรค์)
ปูพรมโรดโชว์ 5 แห่งทั่วประเทศ
สำหรับการขับเคลื่อนโครงการ สสส.กำหนดจัดกิจกรรมในรูปแบบโรดโชว์ (Roadshow) จำนวน 5 ครั้ง ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2569 เพื่อขยายองค์ความรู้และสร้างต้นแบบการส่งเสริมสุขภาพเด็กในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ผ่านมาได้จัดกิจกรรมแล้ว 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนสายน้ำทิพย์ กรุงเทพมหานคร และโรงเรียนอนุบาลพิบูลมังสาหารวิภาคย์วิทยากร จังหวัดอุบลราชธานี ขณะที่อีก 3 แห่งมีกำหนดจัดขึ้นที่โรงเรียนวัดปทุมวนารามฯ กรุงเทพมหานคร วันที่ 18 สิงหาคม 2569 โรงเรียนบ้านบางกะปิ กรุงเทพมหานคร วันที่ 19 สิงหาคม 2569 และโรงเรียนคีรีมาศพิทยาคม จังหวัดสุโขทัย วันที่ 7 กันยายน 2569
ภายในกิจกรรมโรดโชว์จะมีทั้งการให้ความรู้และการแลกเปลี่ยนแนวทางส่งเสริมสุขภาพเด็ก ครอบคลุมตั้งแต่การเคลื่อนไหวและการออกกำลังกาย การกินอาหารครบหมู่ การบูรณาการกิจกรรมทางกาย ทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐาน ไปจนถึงการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ ทั้งนี้ สสส.มองว่าการวางรากฐานสุขภาพตั้งแต่วัยเรียนเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยให้เด็กเติบโตอย่างสมวัย โดยเฉพาะในช่วงที่พฤติกรรมการใช้ชีวิตของเด็กเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดีจึงจำเป็นต้องเกิดขึ้นทั้งในโรงเรียน บ้าน และชุมชน ไม่ใช่เป็นภาระของเด็กหรือครอบครัวเพียงฝ่ายเดียว
โมเดล “สามเหลี่ยมสมดุล” จึงถูกวางให้เป็นมากกว่ากิจกรรมรณรงค์สุขภาพ แต่เป็นแนวทางสร้างพฤติกรรมที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเลือกอาหาร การจัดสรรเวลาให้มีกิจกรรมทางกาย ไปจนถึงการสร้างวินัยด้านการนอน เพื่อให้เด็กมีพื้นฐานสุขภาวะที่ดีและต่อยอดไปสู่คุณภาพชีวิตในระยะยาว







