thansettakij
thansettakij
สปสช. เปิดเงื่อนไขสิทธิบัตรทอง 'ผ่าตัดรักษาโรคอ้วน' ใครมีสิทธิ์ พร้อมขั้นตอนอย่างละเอียด

สปสช. เปิดเงื่อนไขสิทธิบัตรทอง 'ผ่าตัดรักษาโรคอ้วน' ใครมีสิทธิ์ พร้อมขั้นตอนอย่างละเอียด

19 ก.ค. 69 | 09:15 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ก.ค. 69 | 09:15 น.

เช็กเงื่อนไข สปสช. สิทธิบัตรทอง 'ผ่าตัดรักษาโรคอ้วน' ย้ำชัดเป็นการรักษาทางการแพทย์ไม่ใช่เพื่อความสวยงาม สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนรุนแรงและมีโรคร่วม ต้องผ่านเกณฑ์ประเมินและปรับพฤติกรรมคุมน้ำหนักอย่างน้อย 6 เดือน ก่อนแพทย์พิจารณาผ่าตัดเพื่อความปลอดภัย

KEY

POINTS

  • สิทธิบัตรทองครอบคลุมการผ่าตัดรักษาโรคอ้วนสำหรับผู้ป่วยอายุ 18-65 ปี ที่มีภาวะอ้วนรุนแรงและมีโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โดยเป็นการรักษาทางการแพทย์ ไม่ใช่เพื่อความสวยงาม
  • ผู้ป่วยต้องผ่านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายร่วมกับทีมแพทย์เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือนก่อน และการผ่าตัดจะถูกพิจารณาเป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อวิธีอื่นไม่ได้ผล
  • ขั้นตอนการอนุมัติต้องผ่านการประเมินความพร้อมจากทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ และโรงพยาบาลต้องยื่นขออนุมัติล่วงหน้า (Pre-authorization) ผ่านระบบที่มีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณา

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ชวนทำความเข้าใจสิทธิบัตรทอง 30 บาท ในการ "ผ่าตัดรักษาโรคอ้วน" ย้ำชัดเป็นสิทธิประโยชน์เพื่อการรักษาทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยภาวะอ้วนรุนแรงที่มีโรคร่วม ไม่ใช่การศัลยกรรมเพื่อความสวยงาม พร้อมเปิดขั้นตอนและหลักเกณฑ์การประเมินอย่างละเอียด ชี้ผู้ป่วยต้องปรับพฤติกรรมอย่างน้อย 6 เดือนก่อนเข้าห้องผ่าตัด

ผ่าตัดรักษาโรคอ้วน สิทธิบัตรทอง คืออะไร?

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในฐานะโฆษก สปสช. เปิดเผยว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันในนาม "สิทธิบัตรทอง 30 บาท" ได้ครอบคลุมบริการผ่าตัดรักษาโรคอ้วน (Bariatric Surgery) เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนรุนแรง

การศัลยกรรมประเภทนี้มีวัตถุประสงค์หลักในการลดน้ำหนัก ลดความรุนแรงของโรคร่วม และป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่อาจส่งผลต่อชีวิต ย้ำว่าเป็นการรักษาทางการแพทย์ที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน ไม่ใช่ทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักทั่วไปหรือทำเพื่อความสวยงาม และไม่ได้เหมาะสำหรับผู้มีภาวะอ้วนทุกคน

ใครมีสิทธิ์ผ่าตัดรักษาโรคอ้วน สิทธิบัตรทอง ? 

การเข้ารับบริการผ่าตัดรักษาโรคอ้วนภายใต้สิทธิบัตรทองนั้น ทาง สปสช. ได้กำหนดหลักเกณฑ์เบื้องต้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 

  • ผู้รับบริการต้องมีอายุระหว่าง 18-65 ปี
  • มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดสำหรับภาวะอ้วนรุนแรง
  • มีโรคร่วมหรือภาวะแทรกซ้อน ต้องมีโรคประจำตัวที่สัมพันธ์กับโรคอ้วนอย่างเห็นได้ชัด เช่น โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง, ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea), โรคไขมันพอกตับ และโรคหัวใจและหลอดเลือด

ทั้งนี้ แพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมและความพร้อมของผู้ป่วยเป็นรายบุคคล โดยพิจารณาทั้งประวัติการรักษา ความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงความสามารถในการดูแลตนเองหลังผ่าตัด

ขั้นตอนการรับสิทธิ์

โฆษก สปสช. ระบุย้ำชัดว่า การผ่าตัดไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการรักษา แต่เป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อวิธีมาตรฐานยังไม่ได้ผล โดยมีขั้นตอนปฏิบัติอย่างเคร่งครัด 

1. ปรับพฤติกรรมและคุมน้ำหนักร่วมกับแพทย์

ก่อนจะพิจารณาผ่าตัด ผู้ป่วยต้องเข้ารับคำแนะนำจากทีมแพทย์เฉพาะทางเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน โดยต้องเข้าพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 หากทำเต็มที่แล้วยังไม่บรรลุเป้าหมาย จึงจะเข้าสู่กระบวนการถัดไป

2. ประเมินโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ

หากผู้ป่วยผ่านเกณฑ์ข้อแรก จะเข้าสู่กระบวนการประเมินโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วย ศัลยแพทย์ที่ผ่านการอบรมด้านการผ่าตัดรักษาโรคอ้วน อายุรแพทย์ นักโภชนาการหรือนักกำหนดอาหาร เพื่อตรวจเช็กความพร้อมในทุกด้าน

3. ระบบอนุมัติล่วงหน้า (Bariatric Surgery PA)

โรงพยาบาลหรือหน่วยบริการที่มีศักยภาพจะยื่นขออนุมัติล่วงหน้าผ่านระบบ Bariatric Surgery PA ซึ่งมีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมวิชาชีพต่าง ๆร่วมพิจารณา เมื่ออนุมัติแล้วจึงจะนัดหมายทำการผ่าตัด

ทั้งนี้ หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการผ่าตัดกระเพาะหรือทางเดินอาหารแล้ว สิทธิบัตรทองยังครอบคลุมไปถึงการติดตามดูแลอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ทั้งในด้านโภชนาการ การเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน และการปรับพฤติกรรมอย่างยั่งยืนโดยสปสช. เน้นย้ำให้ผู้ป่วยและประชาชนตระหนักว่า บริการนี้เป็นไปเพื่อความปลอดภัยสูงสุดและประโยชน์ทางการแพทย์เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีและแข็งแรงอีกครั้ง