
รมว.สธ. เปิดเวที AMR ครั้งที่ 5 ชี้แก้เชื้อดื้อยา คือ การลงทุนเพื่ออนาคตประเทศ
'พัฒนา' รมว.สธ. เปิดเวทีสัมมนาระดับชาติการดื้อยาต้านจุลชีพ ครั้งที่ 5 ย้ำ แก้เชื้อดื้อยา คือ การลงทุนเพื่ออนาคต ไม่ใช่ภาระต้นทุนประเทศ สูญเงินทางเศรษฐกิจกว่า 4 หมื่นล้าน
KEY
POINTS
- กระทรวงสาธารณสุขเปิดประชุมสัมมนาการดื้อยาต้านจุลชีพ ครั้งที่ 5 โดยชี้ว่าการป้องกันและควบคุมเชื้อดื้อยาไม่ใช่ภาระต้นทุน แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ
- การประชุมจัดขึ้นภายใต้แนวคิด "สุขภาพหนึ่งเดียว" (One Health) เพื่อระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และขับเคลื่อนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายของสหประชาชาติ
- ไทยมีความก้าวหน้าในการแก้ปัญหา โดยในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาสามารถลดการใช้ยาต้านจุลชีพในมนุษย์ได้ 19.5% และลดการติดเชื้อดื้อยาในกระแสเลือดได้ 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดประชุมสัมมนาระดับชาติ การดื้อยาต้านจุลชีพ ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 11 - 12 มิถุนายน 2569 ภายใต้แนวคิด "สุขภาพหนึ่งเดียว (One Health)" เพื่อระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการรับมือกับปัญหาเชื้อดื้อยาซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อสุขภาพ เศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ
11 มิถุนายน 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดการประชุม กล่าวเปิดงานว่า ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสาธารณสุขที่สำคัญที่สุดของโลกในปัจจุบัน โดยองค์การสหประชาชาติได้กำหนดเป้าหมายลดการเสียชีวิตจากการดื้อยาต้านจุลชีพลงร้อยละ 10 ภายในปี 2573
ประเทศไทยพร้อมขับเคลื่อนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายดังกล่าว และขอย้ำว่า การป้องกันและควบคุมปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ใช่ภาระต้นทุน แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ เพราะหากไม่เร่งดำเนินการจะส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชน ระบบสาธารณสุข ความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
ด้านนายแพทย์เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพยังคงเป็นภาระสำคัญของระบบสุขภาพไทย โดยเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยมากกว่า 38,000 รายต่อปี และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี
กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนจึงได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องตามแนวทาง "สุขภาพหนึ่งเดียว" (One Health Approach) ซึ่งครอบคลุมมิติสุขภาพคน สัตว์ อาหาร และสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้การติดเชื้อดื้อยาในกระแสเลือดลดลงร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าอย่างไรก็ตาม การสร้างความตระหนักรู้และการส่งเสริมการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างสมเหตุผลยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ด้านเภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า อย.มีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ และในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลวงจรของยาต้านจุลชีพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตลอดกว่า 10 ปีของการดำเนินงานได้ดำเนินมาตรการสำคัญ ทั้งการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล การพัฒนามาตรฐานร้านยา การเฝ้าระวังคุณภาพและความปลอดภัยของยา
ตลอดจนการปราบปรามผลิตภัณฑ์ยาที่ผิดกฎหมาย รวมถึงร่วมพัฒนาระบบเฝ้าระวังการบริโภคยาต้านจุลชีพของประเทศ (Thai Surveillance of Antimicrobial Consumption: Thai SAC) เพื่อใช้ข้อมูลขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพส่งผลให้ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยสามารถลดการใช้ยาต้านจุลชีพในมนุษย์ได้ร้อยละ 19.5 และได้รับคะแนนการประเมิน Joint External Evaluation (JEE) ด้าน AMR เพิ่มขึ้นจาก 3.0 เป็น 4.2 จากคะแนนเต็ม 5 สะท้อนความก้าวหน้าของประเทศในการขับเคลื่อนนโยบายตามแนวคิด One Health พร้อมเดินหน้าจัดทำแผนปฏิบัติการระยะต่อไป เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายระดับโลกอย่างยั่งยืน







