thansettakij
thansettakij
ถอดรหัส 'ออนเซ็นญี่ปุ่น' ต้นแบบพัฒนา 'น้ำพุร้อนสันกำแพง' สู่ Wellness Hub 

ถอดรหัส 'ออนเซ็นญี่ปุ่น' ต้นแบบพัฒนา 'น้ำพุร้อนสันกำแพง' สู่ Wellness Hub 

ถอดรหัสลับ 'ออนเซ็น' ญี่ปุ่น หนึ่งในต้นแบบของการพัฒนา 'น้ำพุร้อนสันกำแพง' จ.เชียงใหม่สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีอัตลักษณ์เฉพาะของประเทศไทย

KEY

POINTS

  • ประเทศไทยตั้งเป้าพัฒนาน้ำพุร้อนสันกำแพงให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพ (Wellness Hub) โดยใช้โมเดลออนเซ็นของญี่ปุ่นเป็นต้นแบบ
  • โมเดลออนเซ็นญี่ปุ่นมีความโดดเด่นด้านการจัดการที่เป็นระบบ มีกฎหมายควบคุมมาตรฐาน และการบูรณาการเข้ากับวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และบริการสุขภาพ
  • การพัฒนาของไทยจะสร้างความแตกต่างโดยการผสมผสานการแช่น้ำพุร้อนเข้ากับองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรเพื่อสร้างอัตลักษณ์เฉพาะตัว
  • นอกจากการศึกษาโมเดลญี่ปุ่น ยังมีการเรียนรู้จากไต้หวันและยุโรปเพื่อสร้างมาตรฐานแหล่งน้ำพุร้อนของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเร่งยกระดับ แหล่งน้ำพุร้อนของประเทศ ที่มีกระจายอยู่มากมายทั่วประเทศกว่า 100 -118 แห่งให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ดึงเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวที่รักสุขภาพ โดยมีเป้าหมายพัฒนาพื้นที่ "น้ำพุร้อนสันกำแพง" จ.เชียงใหม่ ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบเพื่อก้าวไปสู่การเป็น "ศูนย์กลางสุขภาพและเวลเนส" (Wellness Hub) อย่างครบวงจร

สอดรับกับแนวโน้มเศรษฐกิจเวลเนสของไทยที่มีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ในปี ค.ศ. 2023 โดยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสร้างรายได้กว่า 419,000 ล้านบาท และตลาดเวลเนสไทยเติบโต 28.4% ในปีเดียว มีมูลค่ารวมกว่า 40.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ การพัฒนาและกำหนดมาตรฐานแหล่งน้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพจำเป็นต้องอ้างอิงแนวทางสากลที่ได้รับการยอมรับเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้บริการและสนับสนุนการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนให้สามารถยกระดับเป็นจุดหมายปลายทาง ด้านเวลเนสในระดับนานาชาติได้ 

จาก (ร่าง) คู่มือมาตรฐานแหล่งน้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพ Thai Wellness Destination : Namphu Ron ฉบับปี พ.ศ.2569 กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้นำกรณีศึกษาของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนให้เป็นที่รู้จักระดับสากลมาเป็นกรอบเพื่อกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ การประเมินคุณภาพและสร้างมาตรฐานกลางให้เกิดขึ้นโดยมีเป้าหมายสำคัญ "ไม่ใช่การลอกเลียนรูปแบบของประเทศต่าง ๆ เหล่านั้นแต่เพื่อนำมาใช้พัฒนาจุดแข็งและอัตลักษณ์เฉพาะที่มีอยู่ของไทย"

โดยเฉพาะเรื่องของ องค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก สมุนไพรและวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมเพื่อสร้างรูปแบบบริการสุขภาพที่สะท้อนภูมิปัญญาไทยและสามารถพัฒนาเป็นจุดเด่นของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศโดยบูรณาการกับการใช้ทรัพยากรน้ำพุร้อนเพื่อสร้างรูปแบบบริการสุขภาพที่มีความแตกต่างและสามารถแข่งขันในระดับนานาชาติได้

เริ่มที่ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพอย่างเป็นระบบและมีชื่อเสียงระดับโลก มีแหล่งน้ำพุร้อน ที่เรียกว่า "Onsen" ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพของประชาชนชาวญี่ปุ่นมายาวนาน

รัฐบาลญี่ปุ่นมีกฎหมายเฉพาะ คือ พระราชบัญญัติน้ำพุร้อน (Namphu Ron Act) ที่ใช้กำหนดการบริหารจัดการแหล่งน้ำพุร้อน มีการกำหนดหลักเกณฑ์ด้านคุณภาพน้ำ องค์ประกอบแร่ธาตุและการใช้ประโยชน์จากน้ำพุร้อนเพื่อการดูแลสุขภาพ ซึ่งจากข้อมูลสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Tourism Agency) ปี 2019 ระบุว่า ประเทศญี่ปุ่นมีแหล่งน้ำพุร้อนมากกว่า 3,000 แห่ง มีสถานประกอบการที่พักแบบเรียวกัง (Ryokan) มากกว่า 13,000 แห่งที่เชื่อมโยงกับการให้บริการน้ำพุร้อน

สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนของญี่ปุ่นนั้นไม่ได้จำกัดเพียงการให้บริการแช่น้ำพุร้อนเท่านั้นแต่ได้เชื่อมโยงเข้ากับวัฒนธรรม อาหารพื้นถิ่นและรูปแบบการพักผ่อนแบบดั้งเดิมเอาไว้ด้วยจนเกิดเป็นวัฒนธรรมการท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ถอดรหัส 'ออนเซ็นญี่ปุ่น' ต้นแบบพัฒนา 'น้ำพุร้อนสันกำแพง' สู่ Wellness Hub 

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่องค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ภูมิปัญญาสมุนไพรที่สามารถนำมาบูรณาการร่วมกับการใช้ประโยชน์จากน้ำพุร้อนเพื่อสร้างรูปแบบการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุม ทั้งการผ่อนคลาย การฟื้นฟูร่างกายและการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม

ดังนั้น การพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนของประเทศไทยจึงสามารถสร้างความแตกต่างจากรูปแบบ Onsen ของญี่ปุ่นได้โดยเน้น "การผสมผสานการแช่น้ำพุร้อน" กับ "กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพตามศาสตร์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก" ได้อย่างน่าสนใจ 

ถอดรหัส 'ออนเซ็นญี่ปุ่น' ต้นแบบพัฒนา 'น้ำพุร้อนสันกำแพง' สู่ Wellness Hub 

ขณะที่ ไต้หวัน เป็นประเทศหนึ่งที่มีการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนเพื่อสุขภาพและการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง พบว่า รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายและมาตรฐานการบริหารจัดการแหล่งน้ำพุร้อนในระดับประเทศโดยแนวทางสำคัญของการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนในไต้หวัน ได้แก่

  • การกำหนดมาตรฐานการบริหารจัดการแหล่งน้ำพุร้อน
  • การพัฒนาพื้นที่น้ำพุร้อนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
  • การส่งเสริมกิจกรรมการพักผ่อนและการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับน้ำพุร้อน
  • การสร้างภาพลักษณ์ของแหล่งน้ำพุร้อนให้เป็นจุดหมายปลายทาง ด้านเวลเนสในระดับภูมิภาค

จากแนวทางการพัฒนาดังกล่าวช่วยให้แหล่งน้ำพุร้อนของไต้หวัน กลายเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวด้านสุขภาพที่ได้รับความนิยมในภูมิภาคเอเชีย

ถอดรหัส 'ออนเซ็นญี่ปุ่น' ต้นแบบพัฒนา 'น้ำพุร้อนสันกำแพง' สู่ Wellness Hub 

นอกจากนี้ยังได้ถอดรหัสความสำเร็จของ "ระบบสปาเพื่อสุขภาพของยุโรป" มารวมไว้ด้วยเนื่องจากหลายประเทศในยุโรปมีประวัติการใช้แหล่งน้ำพุร้อนและน้ำแร่ธรรมชาติเพื่อการดูแลสุขภาพมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะประเทศที่มีชื่อเสียงด้านสปาเพื่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น เยอรมนี อิตาลี และสาธารณรัฐเช็ก โดยแหล่งสปาน้ำแร่ในยุโรปมักพัฒนาเป็น "เมืองสปา" (Spa Town) ซึ่งเป็นศูนย์รวมของบริการดูแลสุขภาพ การพักผ่อนและการท่องเที่ยว โดยลักษณะสำคัญของระบบสปาในยุโรป ประกอบด้วย

  • การใช้ทรัพยากรน้ำแร่ธรรมชาติในการบำบัดและฟื้นฟูสุขภาพ
  • การพัฒนาโปรแกรมสุขภาพที่ผสมผสานการใช้น้ำแร่ การออกกำลังกาย และการพักผ่อน
  • การกำหนดมาตรฐานการให้บริการและความปลอดภัยของสถานประกอบการ
  • การเชื่อมโยงการพัฒนาสปากับระบบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่ 

ถอดรหัส 'ออนเซ็นญี่ปุ่น' ต้นแบบพัฒนา 'น้ำพุร้อนสันกำแพง' สู่ Wellness Hub 

ระบบเมืองสปาของประเทศเยอรมนี ที่เรียกว่า Kurort เป็นระบบที่มีการกำหนดมาตรฐานด้านสุขภาพ และการบริการอย่างเป็นทางการ โดยเมืองสปาที่ได้รับสถานะ Kurort ต้องมีระบบบริการด้านสุขภาพ และการฟื้นฟูร่างกายที่ได้รับการรับรองจากภาครัฐ และมักมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกำกับดูแลการให้บริการ

สำหรับประเทศไทยสามารถเรียนรู้จากแนวคิดของ Kurort ในด้านการจัดระบบบริการสุขภาพการพัฒนาสภาพแวดล้อมเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพและการกำหนดมาตรฐานการบริการ ทั้งนี้ แนวทางการพัฒนาของประเทศไทยควรสอดคล้องกับบริบทของประเทศ โดยเน้นการผสมผสานบริการสุขภาพกับภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก รวมถึงวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพแบบไทย

นอกจากจะต้องวางมาตรฐานให้เป็นระบบเดียวกันทั้งประเทศแล้ว อย่างที่ประเทศญี่ปุ่นมี Japan Onsen Standard ประเทศเยอรมนีมีมาตรฐาน German Spa/Kurort System ส่วนประเทศไต้หวันมี ระบบการบริหารจัดการน้ำพุร้อนไต้หวัน (Taiwan Namphu Ron Management System) เป็นต้น

สิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป คือ มาตรฐานการรับรองจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น WHO, UNWTO, GWI ตลอดจนมาตรฐานสากลอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ISO และ ASEAN Spa Standard เพื่อให้ตัวชี้วัดที่จะนำมาใช้กำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานน้ำพุร้อนของไทยให้มีความน่าเชื่อถือ โปร่งใสและสามารถใช้เป็นฐานในการพัฒนาในระยะยาวเพื่อสร้างความยั่งยืนต่อไปได้ด้วย 

ถอดรหัส 'ออนเซ็นญี่ปุ่น' ต้นแบบพัฒนา 'น้ำพุร้อนสันกำแพง' สู่ Wellness Hub