thansettakij
thansettakij
ครม. ไฟเขียวงบ 2.5 พันล้าน ตั้ง คณะแพทย์ ม.นครพนม แก้ปมขาดแคลนหมอภาคอีสาน

ครม. ไฟเขียวงบ 2.5 พันล้าน ตั้ง คณะแพทย์ ม.นครพนม แก้ปมขาดแคลนหมอภาคอีสาน

28 เม.ย. 69 | 09:00 น.
อัปเดตล่าสุด :28 เม.ย. 69 | 09:01 น.

มติครม.ล่าสุด เห็นชอบจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม วงเงินกว่า 2.5 พันล้านบาท ตั้งเป้าผลิตแพทย์ในพื้นที่กลับไปทำงานที่บ้านเกิด หวังแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ระยะยาว

KEY

POINTS

  • คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณ 2,502 ล้านบาท สำหรับโครงการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
  • มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และผลิตแพทย์ให้กลับไปทำงานในภูมิลำเนา
  • โครงการมีระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี (พ.ศ. 2570-2579) และจะเริ่มรับนักศึกษาแพทย์รุ่นแรกในปีการศึกษา 2571

28 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม วงเงินรวม 2,502 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570–2579 เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายผลิตแพทย์จากพื้นที่ให้กลับไปทำงานดูแลประชาชนในบ้านเกิด โดยจะเริ่มรับนักศึกษาแพทย์รุ่นแรกในปีการศึกษา 2571 และภายในปี 2579 คาดว่าจะสามารถผลิตแพทย์เพิ่มให้พื้นที่ได้ไม่น้อยกว่า 71 คน พร้อมมีนักศึกษาแพทย์ที่อยู่ระหว่างการศึกษา 216 คน

สาระสำคัญของโครงการ คือ การจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์แพทยสภาและสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์ โดยพัฒนาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต พัฒนาบุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุน รวมทั้งยกระดับโรงพยาบาลนครพนม โรงพยาบาลเลย และโรงพยาบาลยโสธร ให้เป็น ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก

นางสาวลลิดา รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังประสบปัญหาการกระจายแพทย์ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะพื้นที่ต่างจังหวัดและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ซึ่งประชาชนจำนวนมากยังต้องเดินทางไกลเพื่อรับบริการทางการแพทย์ การจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์แห่งนี้จึงเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างกำลังคนด้านสุขภาพให้ตอบโจทย์พื้นที่จริง

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

"โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการเปิดคณะใหม่ แต่คือการสร้างแพทย์ให้กลับไปดูแลบ้านเกิด ลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข และทำให้ประชาชนในภาคอีสานตอนบนเข้าถึงหมอและบริการสุขภาพที่มีคุณภาพได้ใกล้บ้านมากขึ้น" นางสาวลลิดา รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุทิ้งท้าย