
วันหลอดเลือดสมองโลก 2568 สังเกตสัญญาณเตือน B.E.F.A.S.T
รณรงค์วันหลอดเลือดสมองโลก 2568 กรมควบคุมโรค เปิดตัวเลขผู้ป่วยสะสมโรคหลอดเลือดสมองทะลุ 3 แสนราย เสียชีวิตกว่า 3.7 หมื่นราย/ปี เร่งสร้างการรับรู้ แนะสังเกตอาการ 6 ข้อด้วยตนเอง ปรับพฤติกรรมลดเสี่ยง
KEY
POINTS
- วันหลอดเลือดสมองโลก 29 ตุลาคม 2568 รณรงค์ภายใต้แนวคิด "ทุกนาทีมีค่า สังเกตไว ช่วยได้ทัน" เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงอันตรายของโรค
- แนะให้สังเกตสัญญาณเตือนด้วยหลัก B.E.F.A.S.T คือ B-เสียการทรงตัว, E-ตาพร่ามัว, F-ใบหน้าเบี้ยว, A-แขนขาอ่อนแรง, S-พูดไม่ชัด และ T-รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
- ย้ำความสำคัญของเวลา หากพบอาการต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดภายใน 4.5 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงเสียชีวิตหรือเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
องค์การโรคหลอดเลือดสมองโลก (World Stroke Organization: WSO) ได้กำหนดให้วันที่ 29 ตุลาคมของทุกปี เป็น วันหลอดเลือดสมองโลก ประเด็นในปี 2568 คือ Every Minute Counts: Let’s Act Together and #ActFAST for World Stroke Day ทุกนาทีมีค่า สังเกตไว ช่วยได้ทัน #ActFAST
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า วันโรคหลอดเลือดสมองโลก มุ่งเน้นให้ประชาชนสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการสังเกตสัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมองและเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลจากองค์การโรคหลอดเลือดสมองโลก พบว่า ทุก 1 นาที มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่ 30 คน และโดยเฉลี่ยผู้ใหญ่ 1 ใน 4 คน จะป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต
สำหรับประเทศไทยข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (HDC) ปี 2567 พบผู้ป่วยสะสมโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 363,688 คน รายงานสถิติสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย พ.ศ. 2566 พบผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดในสมองจำนวน 37,947 คน โรคหลอดเลือดสมองเป็นภาวะฉุกเฉิน จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนและภาคีเครือข่ายร่วมสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการสังเกตสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมองและเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว
นายแพทย์สุทัศน์ โชตนะพันธ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง ทำให้เกิดความผิดปกติของระบบประสาทอย่างเฉียบพลัน สามารถสังเกตอาการ หรือ สัญญาณเตือนได้ด้วยตนเองตามหลักการ B.E.F.A.S.T ดังนี้
- B (Balance) เสียการทรงตัว วิงเวียน เดินเซ
- E (Eye) มองไม่เห็น มีอาการมองเห็นภาพซ้อน
- F (Face) ปากเบี้ยว หน้าเบี้ยวเฉียบพลัน
- A (Arms) อาการแขนขาอ่อนแรง หรือชาครึ่งซีก
- S (Speech) ผู้ป่วยจะมีอาการพูดไม่ชัด พูดอ้อแอ้ เหมือนลิ้นคับปาก
- T (Time) หากมีอาการ โทร. 1669 นำผู้ป่วยที่สงสัยส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยเร็วภายใน 4 ชั่วโมง 30 นาที หากไปพบแพทย์ช้าอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรืออาจจะกลายเป็น อัมพฤกษ์ อัมพาต ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้
ทั้งนี้ โรคหลอดเลือดสมองร้อยละ 90 สามารถป้องกัน โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด หวานจัด มันจัด เค็มจัด ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวันหรือสะสม 150 นาทีต่อสัปดาห์ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม งดสูบบุหรี่ งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ควรตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ประชาชนที่มีโรคประจำตัวควรพบแพทย์และรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
นายแพทย์กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากประชาชนมีความตระหนักรู้เรื่องโรคหลอดเลือดสมอง มีความระมัดระวังในการปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน สังเกตอาการหรือสัญญาณเตือนของโรคและเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วจะทำให้เพิ่มโอกาสรอดชีวิตและลดความพิการ
สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสามารถดูแลตนเองด้วยการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และทำกายภาพบำบัดหรือออกกำลังกายเพื่อช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อและความยืดหยุ่น ลดปัญหาด้านการทรงตัวและการเดิน การกายภาพบำบัด 3 – 6 เดือนแรกจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการหมั่นฝึกฝน เพื่อให้ร่างกายกลับมาฟื้นฟู ทั้งนี้จะต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์และนักกายภาพบำบัด โดยปรับให้เหมาะสมกับสภาวะร่างกาย ระดับการฟื้นตัวของแต่ละบุคคล
หากอาการไม่มาก ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ทำกายภาพอย่างต่อเนื่องและถูกต้องก็จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ การเข้ารับการรักษา รับประทานยาอย่างต่อเนื่อง และปรับพฤติกรรมจะช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำได้











