
คนไทยป่วย RSV พุ่ง 30% แพทย์ย้ำเสี่ยงทุกวัย ไม่ใช่แค่เด็กเล็ก
กรมควบคุมโรคเผยสถิติปี 2569 คนไทยป่วย RSV เพิ่ม 30% “หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์” ชี้ไม่ใช่แค่โรคเด็กเล็ก แต่ส่งผลรุนแรงในผู้สูงอายุ-ผู้มีโรคประจำตัว เสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่า 10 เท่า
KEY
POINTS
- สถานการณ์ผู้ป่วย RSV ในไทยปี 2569 เพิ่มสูงขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมักระบาดหนักช่วงฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว
- ไวรัส RSV ไม่ได้เป็นโรคเฉพาะในเด็กเล็ก แต่สามารถก่อให้เกิดอาการรุนแรงได้ในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว
- ผู้สูงอายุที่ติดเชื้อ RSV มีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่าเด็กเล็กถึง 10 เท่า และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ปอดและหัวใจ
- ปัจจุบันยังไม่มียารักษาไวรัส RSV โดยตรง การป้องกันจึงสำคัญที่สุด โดยมีวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่และกลุ่มเสี่ยงเพื่อลดความรุนแรงของโรค
เนื่องในสัปดาห์รณรงค์ป้องกันโรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV (RSV Awareness Week 2026) ข้อมูลระบาดวิทยาชี้ชัดว่า RSV ยังคงเป็นโรคทางเดินหายใจที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในประเทศไทย แม้สังคมจะมองว่าเป็นโรคเฉพาะเด็กเล็ก แต่แท้จริงแล้วสามารถส่งผลกระทบรุนแรงถึงชีวิตในผู้สูงวัยและผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง
สถิติป่วย RSV ปี 2569 พุ่ง 30%
รายงานสถานการณ์จากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 1 ม.ค. - 15 ส.ค. 2569 ประเทศไทยพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ RSV (Respiratory Syncytial Virus) สะสมรวม 5,683 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 8.63 ต่อประชากรแสนคน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงการแพร่กระจายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับปี 2568 พบว่าจำนวนผู้ป่วยปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 30%
จากการวิเคราะห์แนวโน้มทางระบาดวิทยา การแพร่ระบาดของเชื้อ RSV ในประเทศไทยมีแบบแผนที่ชัดเจน โดยมักเริ่มพบผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงฤดูฝนยาวไปจนถึงต้นฤดูหนาว ระหว่างเดือน ก.ค. – พ.ย. ของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศมีความชื้นสูงและเอื้อต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสผ่านทางระบบทางเดินหายใจ
กลุ่มผู้สูงวัย ส่งสัญญาณป่วยเพิ่มขึ้น
เมื่อพิจารณาจำแนกตามกลุ่มอายุ ข้อมูลระบุว่ากลุ่มเด็กเล็กอายุ 0-4 ปี ยังคงเป็นกลุ่มที่มีอัตราป่วยสูงสุด โดยมีอัตราป่วยอยู่ที่ 171.59 ต่อประชากรแสนคน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่น่าจับตาและถือเป็นประเด็นวิเคราะห์สำคัญในสัปดาห์รณรงค์ปีนี้ คืออัตราการป่วยในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่เริ่มส่งสัญญาณเพิ่มขึ้นตามลำดับ
นอกจากนี้ สถิติด้านการรักษาพยาบาลยังชี้ให้เห็นว่า เกือบ 40% ของผู้ป่วย RSV ทั้งหมด จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน (IPD) ของโรงพยาบาล สะท้อนว่า โรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV ไม่ได้เป็นเพียงอาการป่วยระดับปานกลางที่สามารถหายเองได้ง่าย แต่ก่อให้เกิดภาวะเจ็บป่วยรุนแรงในผู้ป่วยทุกช่วงวัย
โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงหลัก ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ซึ่งมักเกิดการติดเชื้อลุกลามลงสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง นำไปสู่ภาวะหลอดลมฝอยอักเสบและปอดอักเสบเฉียบพลัน
ผู้สูงอายุเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่าเด็กเล็ก 10 เท่า
นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ กล่าวว่า ไวรัส RSV ไม่ใช่โรคที่จำกัดอยู่แค่ในเด็ก และไม่ใช่เพียงไข้หวัดธรรมดา แต่เป็นภัยคุกคามทางสุขภาพที่ร้ายแรงเมื่อเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคหอบหืด และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
การติดเชื้อในผู้สูงอายุสามารถพัฒนากระบวนการโรคได้อย่างรวดเร็ว ในช่วงแรกผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น มีไข้ ไอ และน้ำมูก แต่เมื่อเชื้อไวรัสลามลงสู่ปอด จะก่อให้เกิดภาวะปอดอักเสบ ส่งผลให้เกิดอาการหอบเหนื่อย หายใจลำบาก และระดับออกซิเจนในเลือดลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว จนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล บางรายมีอาการรุนแรงถึงขั้นต้องเข้ารับการดูแลในหน่วยดูแลผู้ป่วยหนัก (ICU) และต้องใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ
นพ.มนูญ ระบุว่า สถิติทางการแพทย์พบว่าผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากการติดเชื้อ RSV สูงกว่าเด็กเล็กมากถึง 10 เท่า โดยจากประสบการณ์การรักษาจริง พบกรณีผู้ป่วยสูงอายุวัย 91 ปี ที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการไข้ น้ำมูก เหนื่อยหอบ และภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ ผู้ป่วยบางรายต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนานถึง 2 สัปดาห์ หรือต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งไม่เพียงแต่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างรุนแรง แต่ยังก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง
นอกจากระบบทางเดินหายใจแล้ว เชื้อ RSV ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังระบบหมุนเวียนโลหิต โดยสามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจที่อันตรายถึงชีวิต เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน และโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ซึ่งเป็นการซ้ำเติมภาวะสุขภาพของผู้ป่วยให้วิกฤตยิ่งขึ้น
ย้ำยังไม่มียารักษาต้านไวรัสโดยเฉพาะ
ในปัจจุบัน ปัญหาสำคัญของการรับมือโรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV คือ ยังไม่มียารักษาต้านไวรัสโดยเฉพาะ การดูแลรักษาในโรงพยาบาลจึงทำได้เพียงการรักษาตามอาการและประคับประคองภาวะแทรกซ้อน ดังนั้น มาตรการป้องกันก่อนเกิดการติดเชื้อจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุด
แนวทางการป้องกันขั้นพื้นฐานยังคงเน้นการสุขอนามัยส่วนบุคคล ได้แก่ การล้างมือด้วยน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลอย่างสม่ำเสมอ การสวมหน้ากากอนามัย การหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วยทางเดินหายใจ และการไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน
สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปและกลุ่มผู้มีโรคประจำตัว นพ.มนูญ แนะนำให้เข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกัน RSV ซึ่งปัจจุบันมีวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่และกลุ่มเสี่ยงให้บริการ 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดที่มีสารเสริมภูมิคุ้มกัน (Adjuvanted vaccine) และชนิดที่ไม่มีสารเสริมภูมิคุ้มกัน (Non-adjuvanted vaccine)
โดยวัคซีนทั้งสองชนิดสามารถครอบคลุมการป้องกันเชื้อไวรัส RSV ได้ทั้งสายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B การได้รับวัคซีนจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรครุนแรงและการนอนโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี
ความเข้าใจผิดที่ว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบชนิดเดิมสามารถครอบคลุมการป้องกัน RSV ได้นั้น นพ.มนูญ ชี้แจงว่า วัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัส (Pneumococcal vaccine) เป็นวัคซีนที่ใช้ป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย ในขณะที่วัคซีน RSV เป็นการป้องกันการติดเชื้อจากไวรัส RSV ซึ่งเป็นเชื้อคนละประเภทและไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้ นอกจากนี้ เชื้อ RSV ยังเป็นไวรัสที่สามารถเกิดการติดเชื้อซ้ำได้หลายครั้งตลอดชีวิต
กลไกการแพร่ระบาดในครอบครัว
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคเน้นย้ำถึงรูปแบบการแพร่กระจายเชื้อภายในครัวเรือน โดยพบว่าเชื้อ RSV สามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูกและน้ำลาย ทำให้เกิดการแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็วในสถานที่ที่มีการรวมตัวกันของคนจำนวนมาก เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน ตลอดจนภายในบ้านเรือน
กลไกการแพร่ระบาดมักเริ่มจากเด็กเล็กหรือวัยหนุ่มสาวที่ได้รับเชื้อและมีอาการเพียงเล็กน้อยคล้ายไข้หวัดธรรมดา นำเชื้อกลับมาแพร่สู่สมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีภาวะภูมิคุ้มกันลดลงตามวัยหรือจากโรคประจำตัว ทำให้เกิดการติดเชื้อที่ลุกลามและรุนแรง






