thansettakij
thansettakij
แก้กฎหมาย 'บัตรทอง' มุ่งปรับสมดุลการเงินรพ. หรือ ปกป้องสิทธิประชาชน

แก้กฎหมาย 'บัตรทอง' มุ่งปรับสมดุลการเงินรพ. หรือ ปกป้องสิทธิประชาชน?

24 ก.ย. 69 | 08:17 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ก.ย. 69 | 08:17 น.

ศึกแก้ พ.ร.บ.บัตรทองระอุ กมธ.สาธารณสุข สว. งัดตัวเลขงบ รพ. ดิ่งเหว ชงรื้อกฎหมายอุดรอยรั่ว-อุ้มสภาพคล่อง ด้านภาคประชาชนโต้เดือด ชี้เป็นแผนลดทอนสิทธิรักษา -ทำลายกลไกการมีส่วนร่วม

KEY

POINTS

  • เกิดข้อถกเถียงในการแก้ไขกฎหมายบัตรทองระหว่างฝ่ายโรงพยาบาลที่ต้องการแก้ปัญหาภาวะขาดทุนทางการเงิน กับฝ่ายภาคประชาชนที่กังวลว่าการแก้ไขจะกระทบต่อสิทธิการรักษาพยาบาล
  • ฝ่ายโรงพยาบาลชี้ว่าสถานะทางการเงินที่วิกฤตส่งผลกระทบต่อการบริการผู้ป่วยแล้ว การแก้กฎหมายจึงจำเป็นเพื่อสร้างสมดุลและให้ระบบสาธารณสุขอยู่รอด
  • ภาคประชาชนคัดค้านโดยมองว่าเป็นการทำลายหลักการ "ประชาชนเป็นศูนย์กลาง" และกังวลว่าการปรับโครงสร้างบอร์ด สปสช. จะลดสัดส่วนและอำนาจการตรวจสอบของภาคประชาชน

ท่ามกลางบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ ที่คุ้นเคยกันในชื่อ "บัตรทอง" ซึ่งให้บริการสังคมไทยมานานกว่า 25 ปี กำลังเผชิญกับคลื่นลมครั้งใหญ่ เมื่อเกิดประเด็น การแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ถูกนำขึ้นมาถกเถียงกันอย่างร้อนแรงจากฝั่งโรงพยาบาลและบุคลากรสาธารณสุขซึ่งเป็นผู้ให้บริการทางการแพทย์กับเครือข่ายภาคประชาชนผู้ใช้สิทธิ

การจัดเวทีเสวนาในหลายเวทีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่สวนทางกัน ฝ่ายหนึ่งมองเห็นสัญญาณอันตรายจากภาวะการเงินของโรงพยาบาลที่กำลังดิ่งเหวและต้องการการแก้ไขกฎหมายเพื่อความอยู่รอด ขณะที่อีกฝ่ายมองว่า การเคลื่อนไหวนี้อาจบั่นทอนเจตนารมณ์ดั้งเดิมของกฎหมายที่สร้างขึ้นเพื่อคุ้มครองประชาชน

วิกฤตการเงินโรงพยาบาลและความจำเป็นในการปรับสมดุล

จากงานเสวนาเรื่อง "การสื่อสารข้อเท็จจริงและสร้างความเข้าใจต่อการปรับปรุงระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ" ภายใต้หัวข้อ "เรื่องจริง ร่าง พ.ร.บ. บัตรทอง กมธ. ว่าไง ?" โดยคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา

นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้สะท้อนภาพสถานการณ์ที่น่าวิตกจากการทำงานและศึกษาปัญหาของ กมธ.ในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา โดยยืนยันว่า เจตนารมณ์ที่แท้จริงของการจัดเสวนาและแนวคิดในการปรับปรุงกฎหมาย ไม่เคยมีแนวคิดที่จะล้มระบบบัตรทอง หรือมองว่า ระบบนี้เป็นระบบ "อนาถา" อย่างที่หลายฝ่ายกังวล ยืนยันว่า ระบบบัตรทองจะยังคงอยู่คู่กับสังคมไทยต่อไปและประชาชนยังคงได้รับบริการโดยไม่ต้องจ่ายเงิน

คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา จัดงานเสวนา เรื่อง "การสื่อสารข้อเท็จจริงและสร้างความเข้าใจต่อการปรับปรุงระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ" ภายใต้หัวข้อ "เรื่องจริง ร่าง พ.ร.บ. บัตรทอง กมธ. ว่าไง ?"

อย่างไรก็ดี เมื่อมองตัวเลขทางบัญชีและสถานะทางการเงินของโรงพยาบาลทั่วประเทศกลับส่งสัญญาณเตือนที่ไม่อาจมองข้ามเมื่องบบำรุงภาพรวมของโรงพยาบาลลดลงจากเดิมประมาณ 80,000 ล้านบาทเหลือเพียงราว 10,000 ล้านบาทเท่านั้น สถานการณ์ดังกล่าวทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศต้องเผชิญกับภาวะตัวเลขติดลบจนเริ่มสะท้อนผลกระทบเชิงลบกลับมายังผู้ป่วยโดยตรง เช่น การจำกัดระยะเวลาการจ่ายยาให้สั้นลง หรือในกรณีที่น่าตกใจ คือ การจ่ายเพียงซองยาเพื่อให้ผู้ป่วยออกไปหาซื้อยาด้วยตนเอง เป็นต้น

นอกจากนี้ กมธ.สาธารณสุข สว.ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่มีรูรั่วและขาดความสมดุลในบางส่วน เช่น งบประมาณบริการฟอกไตที่พุ่งทะยานจากราว 3,700 ล้านบาท ไปสู่เกือบ 10,000 ล้านบาท รวมถึงการขยายสิทธิประโยชน์บางประการที่เป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม เช่น สิทธิการได้รับฮอร์โมนสำหรับกลุ่มข้ามเพศ ซึ่งถูกมองว่า อาจไม่ใช่สิทธิประโยชน์พื้นฐานในภาพรวมที่จำเป็นต้องจัดสรรให้เท่าเทียมกันในทุกมิติภายใต้ข้อจำกัดทางงบประมาณของประเทศ

ขณะที่ นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ ผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ฯ ฉบับที่ 1 และอดีตประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป และ ผศ.นพ.สนั่น วิสุทธิศักดิ์ชัย ผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ฯ ฉบับที่ 2 ได้เน้นย้ำตรงกันว่า เป้าหมายหลักของการแก้ไขกฎหมายไม่ใช่การลดทอนสิทธิของประชาชน แต่เป็นการสร้างความคล่องตัวในการบริหารจัดการหน่วยบริการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสร้างความสมดุลระหว่าง "สิทธิประโยชน์ที่ประชาชนพึงได้รับ" กับ "ขีดความสามารถทางการเงินของประเทศ" เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบบริการสาธารณสุขล่มสลายลงในอนาคตอันใกล้

ภาคประชาชน คัดค้านแก้กม.หวั่นทำลายรากฐานระบบสุขภาพถ้วนหน้า

ในอีกด้านหนึ่ง ความเคลื่อนไหวจากเครือข่ายคนรักหลักประกันสุขภาพ สภาองค์กรของผู้บริโภค และกลุ่มภาคประชาชน กลับมองปรากฏการณ์นี้ด้วยความวิตกกังวลผ่านเวทีเสวนา "ทำไมภาคประชาชนจึงคัดค้านการแก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ" โดย รศ.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค ระบุว่า เมื่อวิเคราะห์หลักการและเหตุผลจากร่าง พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับอย่างถ่องแท้จะพบความพยายามในการยกเหตุผลเรื่องความยั่งยืนทางการเงินและการเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยบริการมาเป็นตัวตั้ง 

ภาคประชาชนชี้ว่า กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ซึ่งขับเคลื่อนโดย นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การเอา "ประชาชนเป็นศูนย์กลาง" เพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพโดยที่เงินไม่ใช่อุปสรรค การพยายามแก้ไขกฎหมายโดยอ้างเรื่องการขาดทุนของโรงพยาบาล ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดเพราะปัญหาการเงินของโรงพยาบาลควรได้รับการแก้ไขผ่านการบริหารจัดการงบประมาณภาพรวมของกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับรัฐบาล ไม่ใช่การรื้อโครงสร้างกฎหมายหลัก

เวทีเสวนา "ทำไมภาคประชาชนจึงคัดค้านการแก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ"

นอกจากนี้ประเด็นเรื่องการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบของคณะกรรมการ สปสช. หรือ บอร์ด สปสช. เป็นอีกหนึ่งจุดแตกหักสำคัญที่ภาคประชาชนกังวลว่า โครงสร้างใหม่ที่ถูกออกแบบมาอาจลดทอนสัดส่วนและเสียงของภาคประชาชนลงโดยเฉพาะการตัดโควตาตัวแทนจากองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และแทนที่ด้วยตัวแทนจากเขตสุขภาพซึ่งอาจทำให้เสียงสะท้อนที่แท้จริงของผู้บริโภคและผู้ป่วยหายไปจากบอร์ดที่จะต้องตัดสินใจในเชิงนโยบาย

นายสมชาย กระจ่างแสง อนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาผู้บริโภค และนายนิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการ สปสช. สัดส่วนภาคประชาชน ย้ำตรงกันว่า ตลอดเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ภาคประชาชนในบอร์ด สปสช. ทำหน้าที่ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์และมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพบริการเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนโดยไม่เคยมีผลประโยชน์ทับซ้อน การพยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างกรรมการจึงถูกมองว่า เป็นความพยายามในการรวบอำนาจและลดการตรวจสอบจากภาคประชาสังคม

ความขัดแย้งนี้ยังลามไปถึงการตั้งคำถามต่อชุดสิทธิประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เช่น สิทธิการใช้ฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศ ซึ่งคุณณชเล บุญญาภิสมภาร ประธานกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะคนข้ามเพศ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การนำประเด็นสิทธิฮอร์โมนขึ้นมาโจมตีหรือหยิบยกเป็นประเด็นความไม่เหมาะสมก่อนการแก้กฎหมายอาจเป็นเทคนิคในการสร้างกระแสสังคมเพื่อนำไปสู่การตัดทอนสิทธิอื่น ๆ ตามมา โดยยืนยันว่า สิทธิดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาวะทางกายและจิตใจของประชากรกลุ่มนี้ซึ่งเดิมทีต้องเผชิญปัญหาการเข้าไม่ถึงและการใช้ยาเองอย่างไม่ปลอดภัย

ขณะที่นางเตือนใจ เกษมศรี จากเครือข่ายสลัมสี่ภาค สะท้อนมุมมองจากฝั่งผู้รับบริการต่อหน่วยบริการนวัตกรรม หรือที่เรียกกันว่า นวัตกรรม 7 นางฟ้า ซึ่งเป็นผู้ให้บริการทางสุขภาพ อาทิ คลินิกเวชกรรม คลินิกพยาบาลและการผดุงครรภ์ร้านยาคุณภาพ ซึ่งดูแลการเจ็บป่วยเล็กน้อยว่า เป็นนวัตกรรมที่ช่วยชีวิตและลดภาระเวลาของประชาชนได้อย่างมาก ประชาชนไม่ต้องลาหยุดงานหรือไปแออัดรอคิวข้ามวันในโรงพยาบาลขนาดใหญ่

ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้ทาง สปสช. ได้ตรวจพบว่า มีการทุจริตเกิดขึ้นจึงเกิดข้อห่วงใยเรื่อง รูรั่วของงบประมาณนั้น ตนมองว่า ระบบตรวจสอบของ สปสช. ควรทำหน้าที่ตรวจสอบในส่วนนี้และไม่ควรนำมาเป็นข้ออ้างในการลดทอนความสะดวกสบายในการเข้าถึงบริการของประชาชนรากหญ้า

แก้กฎหมาย 'บัตรทอง' มุ่งปรับสมดุลการเงินรพ. หรือ ปกป้องสิทธิประชาชน?

เรื่องของ บัตรทอง ในปัจจุบัน จึงไม่ใช่เพียงแค่ข้อถกเถียงเรื่องตัวเลขงบประมาณหรือสถานะทางการเงินของโรงพยาบาลเท่านั้น หากแต่เป็นความแตกต่างทางความคิด มองต่างมุมระหว่างระบบสาธารณสุขผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์และการบริหารจัดการทรัพยากรกับการมองระบบสุขภาพผ่านสายตาของสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมกันทางสังคม