thansettakij
thansettakij
รู้จัก 'ลีเจียนแนร์' โรคร้ายที่มากับละอองน้ำ 1 ใน 4 โรคเฝ้าระวังใหม่

รู้จัก 'ลีเจียนแนร์' โรคร้ายที่มากับละอองน้ำ 1 ใน 4 โรคเฝ้าระวังใหม่

ทำความรู้จัก 'โรคลีเจียนแนร์' หลังจากบอร์ดโรคติดต่อฯ ไฟเขียวเป็นโรคเฝ้าระวังใหม่ เปิดอาการสำคัญ ไข้สูง ไอ ไอบวม ปวดศีรษะ เชื้อแพร่กระจายทางละอองน้ำ เผยสถิติปี 2569 ป่วยสะสม 44 ราย เสียชีวิต 1 ราย

KEY

POINTS

  • คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติมีมติให้ "โรคลีเจียนแนร์" เป็น 1 ใน 4 โรคติดต่อใหม่ที่ต้องเฝ้าระวัง
  • เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่แพร่กระจายผ่านละอองน้ำในอากาศและอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับน้ำ ทำให้เกิดอาการปอดอักเสบรุนแรง
  • ไทยพบผู้ป่วยสะสมกว่า 371 ราย และเสียชีวิต 7 ราย (ข้อมูลปี 2556–2569) โดยพบทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ได้มีมติให้เพิ่มเติม 4 โรคเฝ้าระวังใหม่ ซึ่งประกอบด้วย โรคลีเจียนแนร์, ไข้ร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำชนิดรุนแรง (SFTS), โรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจจากเชื้อ RSV และโรคงูสวัด โดยขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง (ฉบับที่...) พ.ศ.....

สำหรับ โรคลีเจียนแนร์ หรือ ลีเจียนเนลโลสิส (Legionnaires Disease, Legionellosis) เป็นโรคที่หลายคนอาจยังไม่คุ้นชื่อมากนักแต่เป็นโรคที่ไม่ได้อยู่ไกลตัวเราเลยเนื่องจากเชื้ออาจปะปนอยู่กับละอองน้ำในอากาศและอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับน้ำซึ่งอยู่ใกล้ตัวเรา 

ข้อมูลล่าสุด กรมควบคุมโรค รายงานสถานการณ์โรคลีเจียนแนร์ในประเทศไทย ระบุว่า ระหว่างปี พ.ศ. 2556 – 2569 มีจำนวนผู้ป่วยสะสม  371 ราย เสียชีวิต 7 ราย เฉพาะในปี 2569 พบผู้ป่วย 44 ราย เสียชีวิต 1 ราย ขณะที่ข้อมูลของ สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ได้อธิบายพร้อมระบุเกี่ยวกับลักษณะและอาการของ โรคลีเจียนแนร์ ไว้ ดังนี้

อาการของโรคลีเจียนแนร์

มีอาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลียปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และมีไข้สูง โดยทั่วไปมักพบอาการใน 2 - 5 วัน ปวดท้องและอุจจาระร่วงเกิดขึ้นตามมา

โรคลีเจียนแนร์ เป็นสาเหตุของโรคปอดบวมและมีอาการไอ ไม่มีเสมหะ ปอดมีการอักเสบเป็นปื้นหรือจุดขาว ถ้าเป็นมากอาจพบลุกลามได้ในปอดทั้งสองข้าง การป่วยค่อนข้างรุนแรงและอาจจะทำให้การหายใจล้มเหลว ส่วนผู้ป่วยไข้ปอนเตียกจะสามารถหายได้เองและไม่มีอาการปอดอักเสบหรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

ประวัติ-ที่มาของชื่อ "Legionella pneumophila" 

มีบันทึกการพบผู้ป่วยรายแรกใน พ.ศ. 2490 และการระบาดครั้งแรกใน พ.ศ. 2500 ที่รัฐมินนิโซตา มีการระบาดครั้งใหญ่ของโรคปอดอักเสบในหมู่ผู้ร่วมประชุมทหารอเมริกัน (American Legion Convention) ที่เมืองฟิลาเดลเฟียสหรัฐอเมริกาใน พ.ศ. 2519 มีผู้ป่วย 182 ราย เสียชีวิต29 ราย อีก 6 เดือนต่อมา McDade JE และคณะ จึงได้พบเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุจากปอดของผู้เสียชีวิต จึงเป็นที่มาของชื่อ "Legionella pneumophila"

ในต่างประเทศให้ความสนใจโรคลีเจียนแนร์เนื่องจากมีอัตราป่วยตายสูงโดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรปมีระบบเฝ้าระวังและมีคณะทำงานสำหรับโรคนี้โดยเฉพาะเรียกว่า European Working Group for Legionella Infections (EWGLI) อัตราป่วยของโรคนี้โดยเฉลี่ยในยุโรปเท่ากับ 4.45 ต่อประชากรล้านคน ในปี พ.ศ. 2539

ไทยพบผู้ป่วยโรคลีเจียนแนร์ครั้งแรกปี 2527

ในประเทศไทยมีรายงานการพบผู้ป่วยโรคลีเจียนแนร์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2527 เป็นผู้ป่วยชาวไทย ต่อมาพบผู้ป่วยชาวต่างชาติจากยุโรปที่ป่วยเป็นโรคลีเจียนแนร์เกือบทุกปีแต่มีจำนวนไม่มาก เช่น ในปี พ.ศ. 2542 พบผู้ป่วยจำนวน 3 ราย ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2553 พบผู้ป่วยเป็นนักท่องเที่ยวชาวสกอตแลนด์ ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีประวัติเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและสูบบุหรี่จัดร่วมด้วย 

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลการรายงานโรคจากหน่วยงานต่างประเทศ เช่น European Working Group for Legionella Infection (EWGLI) Network ซึ่งเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังและควบคุมโรคลีเจียนแนร์ในระหว่างกลุ่มสมาชิกรวม 29 ประเทศซึ่งเมื่อประเทศในกลุ่มสมาชิกพบผู้ป่วยตั้งแต่ 2 รายที่เดินทางมาท่องเที่ยวต่างประเทศ และพักอยู่โรงแรมเดียวกัน (โดยพิจารณาจากระยะฟักตัวของโรค) จะมีการดำเนินการแจ้งข้อมูลไปยังหน่วยงานสาธารณสุขของประเทศที่เกิดเหตุและหน่วยงานสาธารณสุขของแต่ละประเทศในเครือสมาชิก 

จากข้อมูลการเฝ้าระวังของ EWGLI ระบุว่า ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อจากโรงแรมในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2536 - 2553 มีจำนวน 109 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวจากภูมิภาคต่างๆ ได้ทั่วโลก

ดังนั้น จึงได้มีมาตรการควบคุมและป้องกันการติดเชื้อโดยการแจ้งให้โรงแรมและบริษัทธุรกิจดูแลทำความสะอาดระบบเครื่องปรับอากาศ และนํ้าหล่อเย็น รวมถึงการเฝ้าระวังในกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้สูบบุหรี่ นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกวดขันเรื่องมาตรการการป้องกันควบคุมโรคอย่างเข้มแข็งกับธุรกิจโรงแรม สปา ให้มีการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในระบบนํ้าทั้งโรงแรมโดยเฉพาะในท่อส่งนํ้าเพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อ