
สูงวัยไทย 14 ล้านคน “ข้อเข่าเสื่อม” เกินครึ่ง หากมีสัญญาณเตือนควรพบแพทย์
ผู้สูงอายุไทยกว่า 53.8% เผชิญภาวะ “ข้อเข่าเสื่อม“ สถิติยอดผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า 5 หมื่นราย/ปี แพทย์แนะสังเกตสัญญาณเตือนก่อนเสียโอกาสเดิน
KEY
POINTS
- ประเทศไทยมีผู้สูงอายุราว 14 ล้านคน และผลการศึกษาพบว่ากว่าครึ่งหนึ่ง มีภาวะข้อเข่าเสื่อมที่แสดงอาการ
- ผู้สูงอายุไม่ควรมองข้ามอาการปวดเข่า หากมีสัญญาณเตือน เช่น ต้องตั้งหลักก่อนเดิน มีเสียงในข้อ หรือเคลื่อนไหวได้ลดลง ควรปรึกษาแพทย์
- ภาวะข้อเข่าเสื่อมส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและเพิ่มความเสี่ยงในการหกล้ม ซึ่งการรักษาไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเสมอไป
ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร สัดส่วนสูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 มีผู้สูงอายุมากกว่า 1 ใน 5 ของประชากร หรือประมาณ 14 ล้านคน ส่งผลให้ไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” อย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่คาดการณ์ปี 2570 ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปอาจเพิ่มเป็น 28–30% ของประชากรทั้งหมด เข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วที่สุดในเอเชีย
ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และนายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว สะท้อนความต้องการด้านสุขภาพที่ซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ อาจมีปัญหาด้านข้อ กระดูก และกล้ามเนื้อหลายอย่างพร้อมกัน
"โรคข้อเข่าเสื่อม" ก็เป็นหนึ่งในปัญหาที่มีความสำคัญต่อสังคมสูงวัยอย่างมาก เพราะอาการปวดและข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวสามารถทำให้ผู้สูงอายุค่อย ๆ ลดกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเดินทาง การออกไปทำธุระ ไปจนถึงการใช้เวลากับครอบครัว และหากปล่อยให้โรคดำเนินไปจนรุนแรง อาจนำไปสู่การสูญเสียความสามารถในการเดินได้
ศ.นพ.กีรติ กล่าวว่า การสูงวัยอย่างมีคุณภาพต้องให้ความสำคัญกับ “การเคลื่อนไหว” เพราะการที่ผู้สูงวัยยังเดินได้ เคลื่อนไหวได้ และสามารถทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเอง ย่อมดีต่อคุณภาพชีวิต
ข้อเข่าเสื่อมเป็นปัญหาใหญ่กว่าที่คิด
จากข้อมูลการศึกษาในระดับประเทศของกลุ่มผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชนทั่วประเทศไทยพบว่า 53.8% มีภาวะข้อเข่าเสื่อมที่แสดงอาการ และในกลุ่มผู้ที่มีภาวะดังกล่าวประมาณครึ่งหนึ่ง มีความเสี่ยงสูงต่อการหกล้ม ขณะที่มากกว่า 1 ใน 4 เคยหกล้มอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา
ขณะที่การรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า มีข้อมูลในระบบสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พบว่า จำนวนผู้เข้ารับการผ่าตัดจากเดิมมีประมาณ 15,000 รายต่อปี และได้เพิ่มเป็นประมาณ 23,000 รายต่อปีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และเมื่อรวมผู้ป่วยจากสิทธิการรักษาของภาครัฐอื่น รวมถึงภาคเอกชน คาดว่าประเทศไทยมีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าประมาณ 50,000 รายต่อปี
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ประมาณ 3,400 คน จำนวนบุคลากรดังกล่าวต้องรองรับความต้องการรักษาที่เพิ่มขึ้นตามสังคมสูงวัย เพราะผู้สูงอายุแต่ละรายอาจไม่ได้มีเพียงปัญหาข้อเข่าเสื่อม แต่มีโรคหรือปัญหาสุขภาพอื่นร่วมด้วย
"ภาวะข้อเข่าเสื่อม" ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
นอกจากอายุ พฤติกรรมการใช้ชีวิตก็เป็นอีกปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพข้อ การเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง การใช้เวลาอยู่หน้าจอมากขึ้น รวมถึงภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ล้วนส่งผลต่อแรงที่กระทำต่อข้อ
โดยการดูแลข้อไม่ได้หมายความว่าต้องหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่มีความหนักทั้งหมด หากเตรียมร่างกายอย่างเหมาะสม กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบข้อที่แข็งแรงสามารถช่วยรองรับแรงกระแทกได้ ความเสี่ยงสำคัญกว่าคือการออกกำลังกายหนักแบบฉับพลันโดยไม่ได้เตรียมร่างกาย หรือการออกกำลังกายในช่วงที่กล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรงและมีน้ำหนักตัวมาก
ปวดเข่าแบบไหนควรพบแพทย์
ศ.นพ.กีรติ กล่าวว่า หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งยังมองว่าอาการปวดเข่าเป็นเรื่องธรรมดาของวัย จึงเลือกทนมากกว่าการเข้ารับการรักษา โดยการศึกษาก่อนหน้านี้ในกลุ่มผู้สูงอายุกรุงเทพฯ พบว่า 65% ของผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมไม่เคยใช้ยาบรรเทาอาการปวดสำหรับภาวะดังกล่าว
"แม้ความเสื่อมของข้อต่อจะเป็นกระบวนการตามวัย แต่เมื่อความเสื่อมเริ่มทำให้เกิดอาการหรือรบกวนการใช้ชีวิต ควรได้รับการประเมินจากแพทย์"
สัญญาณที่ควรสังเกต ได้แก่
- จากเดิมที่ลุกขึ้นแล้วเดินได้ทันที กลายเป็นต้องตั้งหลักก่อนเริ่มเดิน
- มีเสียงดังหรือเสียงเสียดสีภายในข้อ
- มีอาการปวดหรือตึงเกิดขึ้นซ้ำ ๆ
- งอหรือเหยียดเข่าได้ลดลงอย่างชัดเจน
- มีอาการบวมบริเวณข้อเข่า
หากพักและดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ เพื่อดูระดับความรุนแรงและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
การรักษาไม่ได้เริ่มต้นที่การผ่าตัด
โรคข้อเข่าเสื่อมมีความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละคน และไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีข้อเสื่อมทุกรายจะต้องผ่าตัด การรักษาสามารถเริ่มตั้งแต่การปรับพฤติกรรมและการดูแลสุขภาพ
แนวทางเบื้องต้นครอบคลุมการควบคุมน้ำหนัก การรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การทำกายภาพบำบัด การปรับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน และการจัดการอาการปวดตามความเหมาะสม
หากโรคดำเนินไปจนกระทบต่อการเดินและการใช้ชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจึงอาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยบางราย โดยการตัดสินใจต้องพิจารณาจากอาการ ความรุนแรงของโรค สุขภาพโดยรวม และความต้องการของผู้ป่วยร่วมกัน
นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดถือเป็นหนึ่งในพัฒนาการของการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในประเทศไทย โดยถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนศัลยแพทย์ในการวางแผนและดำเนินการผ่าตัดให้เหมาะกับลักษณะทางกายวิภาคของผู้ป่วยแต่ละราย
ทั้งนี้ โรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เป็นกลุ่มโรงพยาบาลแรก ๆ ในประเทศไทยที่นำระบบหุ่นยนต์มาใช้ช่วยในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม โดยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดสามารถสนับสนุนการวางแผนและการกำหนดตำแหน่งข้อเทียม ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อนระหว่างการผ่าตัด และลดการกระทบต่อเนื้อเยื่อโดยไม่จำเป็น มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนผลลัพธ์การรักษาและการฟื้นตัวของผู้ป่วย
เทคโนโลยีดังกล่าวยังคงเป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานของศัลยแพทย์ ไม่ได้เข้ามาทดแทนความเชี่ยวชาญและการตัดสินใจทางการแพทย์ การเลือกวิธีรักษายังคงต้องพิจารณาความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
อย่างไรก็ตาม ในภาพใหญ่ของสังคมสูงวัย การดูแลข้อเข่าจึงไม่ได้เริ่มต้นเมื่อถึงวันที่ต้องผ่าตัด แต่เริ่มตั้งแต่การรักษาน้ำหนัก การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม การเสริมสร้างกล้ามเนื้อ การพักผ่อนให้เพียงพอ และการไม่ปล่อยให้อาการปวดหรือข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวกลายเป็นเรื่องปกติของวัย เพราะการรักษาความสามารถในการเคลื่อนไหวให้ได้นานที่สุด คือหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ







