thansettakij
thansettakij
สปสช. ไฟเขียวแผนดิจิทัลปี 70 เตรียมเปิด NHSO UC–Mee Sook รวมบริการสุขภาพในแอปเดียว 

สปสช. ไฟเขียวแผนดิจิทัลปี 70 เตรียมเปิด NHSO UC–Mee Sook รวมบริการสุขภาพในแอปเดียว 

08 ก.ย. 69 | 05:30 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ก.ย. 69 | 05:31 น.

บอร์ด สปสช. เห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านดิจิทัล ปี 2570 เตรียมพัฒนาแพลตฟอร์ม NHSO UC–Mee Sook เชื่อมโยงข้อมูลสิทธิ-บริการสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบสิทธิ-ค้นหาบริการ-รับการแจ้งเตือนสิทธิประโยชน์ที่เหมาะกับแต่ละบุคคลได้ครบในจุดเดียว

KEY

POINTS

  • บอร์ด สปสช. อนุมัติแผนปฏิบัติการด้านดิจิทัลปี 2570 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกองทุนและให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้สะดวกขึ้น
  • เตรียมพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ "NHSO UC–Mee Sook" เพื่อเป็นแอปพลิเคชันรวมบริการด้านสุขภาพครบวงจรในจุดเดียว เช่น การตรวจสอบสิทธิ และค้นหาข้อมูลบริการ
  • นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้สนับสนุนการตรวจสอบข้อมูลการเบิกจ่ายค่าบริการ เพื่อเพิ่มความถูกต้อง รวดเร็ว และโปร่งใส
  • ยกระดับสายด่วน สปสช. 1330 สู่การเป็น Smart Contact Center เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อ ขอคำปรึกษา และร้องเรียนผ่านช่องทางดิจิทัลได้ตลอด 24 ชั่วโมง

8 กันยายน 2569 นายประเทือง เผ่าดิษฐ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ครั้งที่ 9/2569 เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมีนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. เป็นประธานการประชุม มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านดิจิทัล ระยะ 5 ปี ฉบับทบทวนปี 2570 และแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาดิจิทัล ประจำปีงบประมาณ 2570 เพื่อใช้เป็นกรอบขับเคลื่อนการดำเนินงานของ สปสช.

แผนดังกล่าวมุ่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกองทุน พัฒนาบริการและการคุ้มครองสิทธิให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก พร้อมยกระดับการบริหารองค์กร ครอบคลุม 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การสนับสนุนการเข้าถึงบริการสาธารณสุข การคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพ และการพัฒนากลไกอภิบาลกับการบริหารองค์กร

ใช้ AI ตรวจสอบข้อมูลก่อนเบิกจ่าย

นายประเทือง กล่าวว่า ยุทธศาสตร์แรกเป็นการพัฒนาระบบบริหารกองทุนและการเบิกจ่ายค่าบริการให้เป็นดิจิทัลครบวงจร โดยตั้งเป้าเชื่อมโยงข้อมูลบริการและการชดเชยค่าบริการจากกองทุนที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2570 เพื่อให้หน่วยบริการส่งข้อมูลและติดตามการเบิกจ่ายได้สะดวก ลดขั้นตอนและความซ้ำซ้อน ขณะที่ สปสช. สามารถประมวลผลข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น

พร้อมกันนี้จะนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาสนับสนุนการตรวจสอบข้อมูลก่อนเบิกจ่าย โดยตั้งเป้าให้ครอบคลุมการเบิกจ่ายร้อยละ 100 ช่วยคัดกรองข้อมูลที่อาจผิดปกติก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ เพื่อเพิ่มความถูกต้อง โปร่งใส และรวดเร็วในการจ่ายชดเชย รวมถึงลดภาระงานของหน่วยบริการและเจ้าหน้าที่

 นายประเทือง เผ่าดิษฐ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

ยุทธศาสตร์ที่สอง คือ การพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและบริการสุขภาพได้สะดวกทุกที่ทุกเวลา ในปี 2570 สปสช. มีแผนพัฒนาแพลตฟอร์ม NHSO UC–Mee Sook เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบสิทธิและค้นหาข้อมูลบริการสุขภาพได้ในจุดเดียว พร้อมวางแนวทางเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากแอปพลิเคชันสุขภาพภาครัฐ เช่น หมอพร้อม เป๋าตัง และหมอกทม.ภายใต้มาตรฐานการเชื่อมโยงข้อมูลและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

พัฒนาสายด่วน สปสช.1330 สู่ Smart Contact Center

แพลตฟอร์มดังกล่าวจะพัฒนาระบบแจ้งเตือนสิทธิประโยชน์และคำแนะนำสุขภาพที่เหมาะกับแต่ละบุคคล โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุน เพื่อให้ประชาชนรับรู้สิทธิที่ควรได้รับและเข้าถึงบริการที่จำเป็นได้เหมาะกับช่วงวัยหรือภาวะสุขภาพมากขึ้น

ยุทธศาสตร์ที่สาม คือ การยกระดับระบบคุ้มครองสิทธิ โดยจะพัฒนาสายด่วน สปสช.1330 สู่ Smart Contact Center ในรูปแบบ Omni Channel เชื่อมโยงการให้บริการผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่างเป็นระบบตลอด 24 ชั่วโมง ประชาชนจะสามารถตรวจสอบสิทธิ ขอคำปรึกษา แจ้งปัญหาการใช้สิทธิ ร้องเรียน และติดตามสถานะเรื่องผ่านช่องทางดิจิทัลได้สะดวกขึ้น พร้อมนำ AI มาช่วยตอบคำถามทั่วไปและจัดหมวดหมู่เรื่อง เพื่อส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ดูแลได้รวดเร็วและตรงประเด็น

"การพัฒนาดิจิทัลครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงปรับระบบภายใน แต่ต้องทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน ทั้งการตรวจสอบสิทธิ ค้นหาหน่วยบริการ รับข้อมูลสิทธิประโยชน์ และขอความช่วยเหลือเมื่อประสบปัญหาการใช้สิทธิ ผ่านช่องทางที่ประชาชนเลือกใช้ได้ตามความสะดวก" ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. กล่าว

ยึดหลักธรรมาภิบาล ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล

ส่วนยุทธศาสตร์ที่สี่ นายประเทือง กล่าวต่อว่า เป็นการพัฒนากลไกอภิบาลและการบริหารองค์กร โดยยึดหลักธรรมาภิบาล ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์มรองรับการทำงานแบบผสมผสาน หรือ Hybrid และการเชื่อมโยง AI กับระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรบุคคล หรือ HRIS เพื่อสนับสนุนการวางแผนและเตรียมบุคลากรให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัล

ทั้งนี้ การพัฒนาระบบทั้งหมดจะดำเนินการภายใต้มาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ข้อมูลของประชาชน หน่วยบริการ และกองทุนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมเชื่อมโยงกับแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ และมาตรฐานธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้อง

"แผนดิจิทัลปี 2570 จะช่วยเชื่อมการบริหารกองทุน หน่วยบริการ และการคุ้มครองสิทธิประชาชนให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เป้าหมายคือทำให้ระบบบัตรทองเข้าถึงง่าย โปร่งใส และตอบสนองประชาชนได้รวดเร็วขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงานและยกระดับคุณภาพบริการ ภายใต้การดูแลข้อมูลอย่างมั่นคงปลอดภัย" ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช.กล่าว