
เจาะเทรนด์ Skin Longevity “ยูเซอริน” ใช้ศาสตร์ Epigenetics รุกตลาดความงาม
ยูเซอริน ปฏิวัติวงการบิวตี้จาก Anti-aging สู่ Skin Longevity ชู Epigenetics พัฒนาสารสำคัญ EPICELLINE® มุ่งเจาะลึกกลไกความร่วงโรยในระดับเซลล์ รุกตลาดความงาม
KEY
POINTS
- เทรนด์ Skin Longevity กำลังเป็นที่นิยม โดยเน้นการดูแลผิวเชิงป้องกันและใส่ใจสุขภาพผิวในระยะยาว แทนที่แนวคิด Anti-aging แบบเดิม
- ยูเซอริน จึงนำศาสตร์ Epigenetics ซึ่งศึกษาการเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของยีนจากปัจจัยภายนอก มาใช้เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมดูแลผิว
- โดยแบรนด์ได้พัฒนาสารสำคัญใหม่ EPICELLINE® ซึ่งเป็นผลจากการวิจัยด้าน Epigenetics เพื่อจัดการปัญหาริ้วรอยและความร่วงโรยของผิวในระดับเซลล์ และนำมาใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่
แนวคิด Skin Longevity ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในโลกความงาม ผู้บริโภคก็เริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลผิวในเชิงป้องกัน และมองหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์มากขึ้น และสภาพผิวของแต่ละคนก็เปลี่ยนแปลงไม่เหมือนกัน เนื่องจากอายุ สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมการใช้ชีวิต
นพ. รัฐภรณ์ อึ๊งภากรณ์ และ ผศ.ภก.ดร.กิติยศ ยศสมบัติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง กล่าว ในงาน “EPICELLINE® LONGEVITY” ว่า การทำความเข้าใจผิวในระดับลึกจำเป็นต้องพิจารณาทั้งกระบวนการอักเสบ ภูมิคุ้มกันของผิว และกลไกที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของยีน โดย DNA เปรียบเสมือนพิมพ์เขียว ที่มี Epigenetics หรือ ศาสตร์ที่ศึกษาการเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของยีนที่สามารถถ่ายทอดไปยังเซลล์ลูกหลานได้ เป็นกลไกที่กำกับทิศทางการแสดงออกของยีน
ประเด็นดังกล่าวยังนำไปสู่คำถามว่า เหตุใดคนที่มีพันธุกรรมเหมือนกันอย่างคู่แฝดแท้จึงสามารถมีสภาพผิวและความร่วงโรยแตกต่างกันเมื่ออายุมากขึ้น ดังนั้น ปัจจัยอย่างการนอน ความเครียด มลภาวะ และพฤติกรรมการใช้ชีวิต จึงถูกนำมาพิจารณาร่วมกับพันธุกรรมภายใต้แนวคิด Skin Aging Exposome
จากผิวที่มองเห็น สู่การวัด “อายุเซลล์” ในระดับลึก
โดยการประเมินอายุผิวในระดับเซลล์ งานวิจัยทางการแพทย์สามารถใช้วิธีเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อผิวเพื่อนำไปวิเคราะห์ด้วยแนวคิด Epigenetic Clock เช่น Horvath’s Clock ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของ Epigenetics กับอายุของเซลล์
ขณะที่การเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในมุมมองของวิทยาศาสตร์ นอกจากต้องพิจารณาประสิทธิภาพแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการวัดผลที่ชัดเจนและความสามารถในการฟื้นคืนสภาพของผิว ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับทิศทางของ Skin Longevity ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพผิวในระยะยาว
Day กับ Nightโจทย์ต่างกัน การดูแลไม่เหมือนกัน
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงคือ ความต้องการของผิวในแต่ละช่วงเวลาของวัน ซึ่งแตกต่างกัน โดยช่วงกลางวันผิวต้องเผชิญกับปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดดและรังสี UV ขณะที่ช่วงกลางคืนมีการเปลี่ยนแปลงด้านสมดุลความชุ่มชื้นและการสูญเสียน้ำผ่านผิว ทำให้แนวคิดการดูแลผิวแบบ Day และ Night Routine ถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์ที่แตกต่างกัน
เมื่อองค์ความรู้เรื่อง Epigenetics ถูกนำมาต่อยอดในอุตสาหกรรมความงาม จึงเกิดการพัฒนาสารสำคัญ ที่มุ่งศึกษาเรื่องกลไกความร่วงโรยในระดับเซลล์ และองค์ความรู้ดังกล่าวทำให้ ยูเซอรินพัฒนา EPICELLINE® มีองค์ประกอบสำคัญในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Eucerin Hyaluron-Filler + Longevity นำไปสู่การพัฒนา Eucerin Hyaluron-Filler + Longevity EPICELLINE® Night Care
จาก Anti-aging สู่การดูแลผิวในระยะยาว
ผศ.ภก.ดร.กิติยศ ยศกล่าวว่า การดูแลผิวควรคำนึงถึงพื้นที่ที่ต้องการดูแลอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและลำคอ เพราะจากแนวคิดเรื่องอายุผิวนั้น ที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขอายุเพียงอย่างเดียว ทำให้ Skin Longevity กลายเป็นอีกทิศทางหนึ่งของการดูแลผิวที่เน้นการทำความเข้าใจกระบวนการร่วงโรยมากขึ้น จากเดิมที่การดูแลผิวมักเริ่มต้นเมื่อริ้วรอยปรากฏ ไปสู่การให้ความสำคัญกับคุณภาพผิวในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม Skin Longevity ยังสะท้อนแนวคิดของยูเซอรินในการนำวิทยาศาสตร์ผิวที่ล้ำหน้ามาสู่การดูแลผิวในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน Skin Science ด้วยการนำองค์ความรู้ด้าน Epigenetics ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่กำหนดความร่วงโรยของผิว มา พร้อมชู EPICELLINE® สารสำคัญที่พัฒนาขึ้นใสผลิตภัณฑ์ใหม่







