
PReMA ยกระดับ R&D ดันไทย “ฮับชีววิทยาศาสตร์ภูมิภาค” รับมือสังคมสูงวัย
PReMA จับมือ สวรส. เดินหน้ายกระดับไทยจาก ‘ฮับรักษา’ สู่ ‘ฮับวิจัยและนวัตกรรมชีววิทยาศาสตร์’ รับมือสังคมสูงวัย คาดปี 2576 ผู้สูงอายุพุ่ง ดันงบสุขภาพเฉียด 8.7 แสนล้านบาท
KEY
POINTS
- PReMA เปิดยุทธศาสตร์ใหม่มุ่งผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและชีววิทยาศาสตร์ในภูมิภาค โดยเปลี่ยนระบบสาธารณสุขจากการ "ตั้งรับเพื่อรักษา" เป็น "การดูแลเชิงรุก" เพื่อรับมือสังคมสูงวัยและโรคเรื้อรัง
- ยกระดับงานวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยร่วมมือกับภาครัฐเพื่อปรับมาตรฐานการทดลองทางคลินิกของไทยให้เป็นสากล ดึงดูดการลงทุน และช่วยให้คนไทยเข้าถึงนวัตกรรมยาใหม่ได้เร็วขึ้น
- มุ่งเน้นการดูแล 3 กลุ่มโรคเป้าหมายเพื่อลดภาระระบบสาธารณสุข ได้แก่ โรคมะเร็ง, โรคหัวใจ-ไต-เมตาบอลิก (CRM) และการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนในผู้ใหญ่
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสังคมสูงวัย ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การรักษาในระบบสาธารณสุขแบบ “รักษาเมื่อป่วย” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป การรู้โรคเร็ว ป้องกันให้ไว และรักษาตั้งแต่ระยะแรก จึงจะช่วยความรุนแรงของโรคและภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้
สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) จึงเปิดยุทธศาสตร์ใหม่ มุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ ศูนย์กลางด้านสุขภาพและชีววิทยาศาสตร์แห่งภูมิภาค พร้อมผลักดันการเปลี่ยนผ่านระบบสาธารณสุขจาก “การตั้งรับเพื่อรักษา” สู่ “การดูแลเชิงรุกตั้งแต่ระยะแรก” ควบคู่กับการยกระดับงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ทั้งระบบ
ทิศทางดังกล่าวสอดรับกับนโยบาย MOPH PLUS+ และยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสุขภาพ (Health Economy) ของกระทรวงสาธารณสุข โดย PReMA เตรียมเชื่อมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันวิจัย และภาคเอกชน เพื่อสร้างความมั่นคงทางสุขภาพ ต่อยอดนวัตกรรม และเพิ่มโอกาสให้คนไทยเข้าถึงการรักษาได้ดียิ่งขึ้น
นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PReMA กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยมากกว่า 1 ใน 5 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 28% ในปี 2576 ขณะที่ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้นแต่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้ความต้องการบริการทางการแพทย์ขยายตัวตามไปด้วย สะท้อนผ่านค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศที่เพิ่มจาก 712,000 ล้านบาทในปี 2563 เป็น 871,800 ล้านบาทในปี 2564 หรือคิดเป็น 5.4% ของ GDP
เป้าหมายสำคัญและเร่งด่วนของภาคอุตสาหกรรม คือการสนับสนุนภาครัฐให้ดูแลและรักษาผู้ป่วยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะการรู้ผลเร็วและเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะต้น จะช่วยป้องกันไม่ให้โรคลุกลาม ลดความรุนแรงของโรค และช่วยลดภาระทางเศรษฐกิจของประเทศ
3 กลุ่มโรคเป้าหมาย ลดภาระระบบสาธารณสุข
โดยยุทธศาสตร์ของ PReMA ให้ความสำคัญกับ 3 กลุ่มโรคหลัก ได้แก่
1. มะเร็ง (Oncology) สนับสนุนโครงการ Thailand Cancer Moonshot 2056 และเป้าหมาย 30x30 ของกระทรวงสาธารณสุข ที่มุ่งลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งลง 30% ภายใน 30 ปี โดยเน้นการคัดกรองให้เร็วขึ้น และกระจายนวัตกรรมการรักษาให้ผู้ป่วยเข้าถึงอย่างเท่าเทียม
2. หัวใจ ไต และเมตาบอลิก (Cardio-Renal-Metabolic: CRM) ผลักดันการตรวจคัดกรองและดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อควบคุมโรคเรื้อรังก่อนพัฒนาไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
3. วัคซีนในผู้ใหญ่ (Adult Immunization) เตรียมจัดเวทีหารือเชิงนโยบายระดับสูงในเดือนตุลาคม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือบทบาทของวัคซีนผู้ใหญ่ในการสนับสนุนให้คนไทยมีอายุยืนอย่างมีสุขภาพดี รวมถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว
จาก “ฮับการรักษา” สู่ “ฮับวิจัยและนวัตกรรม”
อีกหนึ่งแกนสำคัญคือการยกระดับ R&D โดย PReMA ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จัดเวทีหารือกับหน่วยงานหลัก ทั้งกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อปรับมาตรฐานการทดลองทางคลินิกของไทยให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่กระบวนการวิจัยไปจนถึงการจ่ายยาให้ผู้ป่วย
เป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้คนไทยเข้าถึงยารักษาโรคใหม่ได้เร็วขึ้น แต่ยังมุ่งดึงดูดการลงทุนด้านวิจัยจากต่างประเทศ สร้างงานทักษะสูง และผลักดันการจัดสรรงบประมาณสาธารณสุขบนพื้นฐานข้อมูลจริง เพื่อรองรับโครงสร้างประชากรสูงวัยอย่างยั่งยืน
เพราะอนาคตของระบบสุขภาพไม่ได้วัดกันเพียงว่า “รักษาได้หรือไม่” แต่ต้องไปให้ถึงจุดที่ “รู้เร็วและรักษาได้เร็ว” และการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้จากการผนึกกำลังของทุกภาคส่วน เป็นคือทิศทางที่ PReMA ต้องการผลักดัน เพื่อให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้รับนวัตกรรมด้านสุขภาพ แต่ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและชีววิทยาศาสตร์ของภูมิภาคอย่างแท้จริง







