thansettakij
thansettakij
เอกชน จี้รัฐสร้างนโยบายสาธารณสุข  ปั้นไทย “ฮับสุขภาพโลก”

เอกชน จี้รัฐสร้างนโยบายสาธารณสุข ปั้นไทย “ฮับสุขภาพโลก”

20 ก.พ. 2569 | 18:33 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ก.พ. 2569 | 18:39 น.

เอกชนหนุนรัฐบาลปั้นไทยสู่ ศูนย์กลางสุขภาพโลก ชูจุดแข็งมาตรฐาน JCI มากสุดในอาเซียน พร้อมเสนอระบบ One Stop Service ดึงต่างชาติ และปฏิรูปประกันสังคม 13.4 ล้านคน เพิ่มเพดานสมทบเงินให้สอดคล้องกับโครงสร้างสังคมอนาคต

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลปฏิรูประบบสาธารณสุขและงบประมาณ 3 กองทุนหลัก โดยปรับปรุงอัตราค่าบริการทางการแพทย์ให้เป็นปัจจุบันตามภาวะเงินเฟ้อ และพิจารณาให้ผู้มีกำลังจ่ายร่วมจ่ายค่าบริการเพื่อความยั่งยืน
  • เรียกร้องให้รัฐบาลผลักดันนโยบาย Medical Hub อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม โดยภาครัฐต้องสนับสนุนการจัดทำระบบ One Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกและดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติ
  • ต้องการนโยบายด้าน Wellness ที่ชัดเจน มีความต่อเนื่อง และยั่งยืน โดยเสนอให้ยกระดับเป็น "ภารกิจแห่งชาติ" พร้อมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน แทนนโยบายระยะสั้นที่เปลี่ยนแปลงไปตามรัฐบาล

การเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ทำให้นโยบายด้านสาธารณสุขของพรรคภูมิใจไทยถูกจับตามองเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายพยาบาลอาสา (ทำงาน ดูแลผู้สูงวัยถึงที่) เสนอโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา เพื่อดูแล ช่วยเหลือผู้สูงอายุ และครอบครัวผู้สูงอายุ รวมทั้งสตรีตั้งครรภ์ รวมถึงนโยบายที่น่าจับตา ไม่ว่าจะเป็น การปลดล็อกกัญชา-กัญชง ออกจากบัญชียาเสพติดประเภท 5 ส่งเสริมการใช้เพื่อการแพทย์ หรือ “ศูนย์ฟอกไตฟรี” ครบทุกอำเภอ และโครงการ “เครื่องฉายรังสีรักษามะเร็ง” ทุกจังหวัด เป็นต้น

ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ อดีตนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน และประธานกรรมการบริหารกลุ่ม โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตอนนี้หวังว่ารัฐบาลใหม่จะมีความเข้มแข็งและมั่นคง ซึ่งจะส่งผลดีต่อทุกภาคส่วนและช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ขณะเดียวกันก็ควรมีแผนงานที่ชัดเจนเพื่อกระตุ้นภาคอุตสาหกรรมและภาคอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) ที่กำลังซบเซาให้กลับมา ที่สำคัญคือนโยบายทางด้านสาธารณสุขที่ถือว่ามีความสำคัญมาก

  1. รัฐบาลควรปฏิรูประบบสาธารณสุขและงบประมาณใน 3 กองทุนหลัก ซึ่งมีประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไข คือ สวัสดิการข้าราชการ ที่ใข้ปัจจุบันงบประมาณทะลุเพดานนับแสนล้านบาท โดยเฉพาะส่วนของผู้ป่วยใน
  2. ระบบประกันสังคม ขณะนี้มีผู้ประกันตนทั้งหมดประมาณ 13.4 ล้านคน ในจำนวนนี้กว่า 60% ล้วนเลือกใช้บริการกับโรงพยาบาลเอกชน ค่าใช้จ่ายจึงสูง
  3. การสมทบเงิน ควรปรับเพิ่มเพดานเงินสมทบจากเดิมอย่างสมเหตุและผล
  4. การบริหารกองทุนต้องทำให้กองทุนมีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายตามโครงสร้างของสังคมในอนาคต

หัวใจสำคัญคือการทำให้ระบบเป็น “ปัจจุบัน” และ “ยุติธรรม” ต่อผู้ให้บริการ รื้อแนวคิด “สิทธิถ้วนหน้า” สู่ “ความยั่งยืน” ปรับปรุงโครงสร้างเพื่อลดภาระงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษี รื้อระบบ “ฟรีทั้งหมด” มาเป็น “คนรวยช่วยคนจน” โดยให้ผู้ที่อยู่เหนือเส้นความจนมีส่วนร่วมในการจ่ายค่าบริการ เพื่อให้ระบบอยู่รอดได้ในระยะยาว รวมถึงเรื่องโรงพยาบาลรัฐเกือบทุกแห่งที่นังขาดทุนด้วย

“ตามข้อเสนอแนะ อยากให้รัฐบาลใส่ใจค่าอัตราค่าบริการที่โรงพยาบาลควรได้รับจากระบบกองทุนให้เป็นปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้ปรับมานานกว่า 5 ปี หรือควรมีเกณฑ์ปรับทุก ๆ 2 ปี โดยอ้างอิงจากอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) เพราะปัญหาหลักขณะนี้โรงพยาบาลรัฐเกือบทุกแห่งประสบภาวะขาดทุน โดยเฉพาะเคสผู้ป่วยใน (IPD) ที่เป็นโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง หรือโรคหัวใจ เนื่องจากต้นทุนสูงแต่ถูกกดค่าใช้จ่ายต่ำกว่าความเป็นจริง”

นอกจากนี้ นโยบายการผลักดันประเทศไทยสู่ Medical Hub ควรมีอย่างต่อเนื่องและเป็นมาตรฐานสากล เพราะปัจจุบันดำเนินการโดยภาคเอกชนเป็นหลัก ทั้งที่ พรบ.สถานพยาบาล ปี พ.ศ. 2541 ประเทศไทยมีโรงพยาบาลที่ได้รับมาตรฐาน JCI เป็นจำนวนมาก (อาจจะมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) และภาครัฐจะต้องสนับสนุนจัดทำระบบ One Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกในการดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติ

ด้าน นายสุนัย วชิรวราการ นายกสมาคมสปาไทย กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลในภาคส่วน Wellness และสุขภาพ ตอนนี้ถือว่ายังขาดประสิทธิภาพและไม่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ส่งผลกระทบ (Impact) ในระยะยาว ต่ออุตสาหกรรมอย่างแท้จริง และยังมองไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

“ในฝั่งของผู้ประกอบการ Wellness ยังคงไม่เห็นนโยบายควิกบิ๊กวินที่ออกมาขับเคลื่อนส่วนนี้อย่างเป็นรูปธรรม แม้จะมีการพูดถึงนโยบายสุขภาพในภาพรวมบ้างแต่ก็มีเนื้อหาน้อยมาก ที่สำคัญคือปัญหาความไม่ต่อเนื่อง นโยบายมักเกิดขึ้นแต่รัฐบาลกลับอยู่ไม่นาน เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายที่เคยสนับสนุนก็อาจถูกเปลี่ยนไป ไม่เกิดการสานต่อที่ยั่งยืน”
    ดังนั้น สิ่งที่เอกชนต้องการ คือ การสนับสนุนอย่างยั่งยืนและต่อเนื่อง เพื่อให้เรื่องสุขภาพ หรือ Wellness เป็น “ภารกิจแห่งชาติ” แทนที่จะเน้นแค่การออกนโยบายสนับสนุนลอย การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ด้านนี้โดยเฉพาะจะตอบโจทย์มากกว่า