thansettakij
thansettakij
คนไทย 1 ใน 4 เสี่ยงไตเรื้อรัง ป่วยร่วมหลายโรค อาจเสียชีวิตพุ่ง 43%

คนไทย 1 ใน 4 เสี่ยงไตเรื้อรัง ป่วยร่วมหลายโรค อาจเสียชีวิตพุ่ง 43%

23 ส.ค. 69 | 04:30 น.
อัปเดตล่าสุด :23 ส.ค. 69 | 04:37 น.

รายงาน CRM เผยคนไทยเสี่ยงไตเรื้อรังสูงถึง 1 ใน 4 มีความเสี่ยงเชื่อมโยงเป็นโรคร่วม หากป่วยพร้อมกันเสี่ยงเสียชีวิตพุ่ง 43%

KEY

POINTS

  • คนไทย 1 ใน 4 มีความเสี่ยงเป็นโรคไตเรื้อรัง แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าป่วย โดยมีผู้ที่ทราบว่าตนเองเป็นโรคเพียง 1.9-3.5%
  • การมีโรคเรื้อรังหลายโรคร่วมกัน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต และโรคหัวใจ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงขึ้นถึง 43%
  • ปัญหาสำคัญคือความเหลื่อมล้ำของบุคลากรแพทย์เฉพาะทาง และการขาดการคัดกรองโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากเข้ารับการรักษาเมื่ออาการรุนแรงแล้ว

รายงาน CRM ชี้โรคร่วมหลายชนิดเพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิต 43% ทั้งเบาหวาน ความดัน ไตเรื้อรัง และโรคหัวใจ คือปัญหาสุขภาพที่อาจแยกจากกันไม่ได้ ขณะที่คนไทยอาจเป็นโรคไตเรื้อรังถึง 1 ใน 4 แต่ผู้ป่วยที่รู้ตัวมีเพียง 1.9-3.5% และข้อมูลจากรายงานด้านสุขภาพชี้ว่า โรคเหล่านี้มีปัจจัยเสี่ยงร่วมกันและส่งผลกระทบต่อกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่ม Cardio-Renal-Metabolic (CRM) หรือกลุ่มโรคหัวใจ ไต และเมตาบอลิซึม

ในงาน CRM Policy Forum รายงาน Advancing Cardio-renal-metabolic Health in Thailand: Connected Risks, Coordinated Solutions ได้นำเสนอข้อมูลสถานการณ์โรคเรื้อรัง และข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับการป้องกันและดูแลโรคที่เชื่อมโยงกัน

โรคร่วมหลายโรค เพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิต 43%

โดยโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย คิดเป็น 23% ของการเสียชีวิตทั้งหมด ขณะเดียวกัน งานวิจัยที่ติดตามประชากรไทยมากกว่า 87,000 คน เป็นเวลา 15 ปี พบว่า ผู้ที่มีโรคเรื้อรังหลายโรคร่วมกัน มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 43%

และโรคไตเรื้อรังถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่น่ากังวล พบได้ในคนไทยมากถึง 1 ใน 4 ของประชากร แต่มีผู้ป่วยเพียง 1.9-3.5% ที่ทราบว่าตนเองเป็นโรค ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากเข้าสู่กระบวนการรักษาเมื่อโรคดำเนินไปมากขึ้น

ขณะที่ความเหลื่อมล้ำด้านบุคลากรเฉพาะทางยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ อาทิ กรุงเทพมหานครฯ มีอายุรแพทย์โรคไตประมาณ 1 คนต่อประชากร 44,117 คน แต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความชุกของโรคไตสูงที่สุด กลับมีแพทย์เฉพาะทางเพียง 1 คนต่อประชากรประมาณ 592,690 คน

สธ. ชี้คัดกรองตั้งแต่ต้น ลดภาระผู้ป่วยและระบบ

นพ. พงษ์ศักดิ์ นิติการุญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุขของประเทศ โดยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคไตมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด การส่งเสริมให้ประชาชนได้รับการตรวจคัดกรองและค้นหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ควบคู่กับการยกระดับการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพและครอบคลุมทุกภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตเมืองใหญ่ จึงเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการ NCDs

ทั้งนี้ ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีความเสี่ยงสูง การรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสามารถลดความเสี่ยงของการดำเนินโรคไปสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้ายได้ถึง 32% ส่วนการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังแบบบูรณาการโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ อาจช่วยประหยัดงบประมาณด้านสุขภาพของภาครัฐได้ประมาณ 7% หรือราว 205,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี

ACCESS Health ชี้ต้องเปลี่ยนข้อมูลเป็นนโยบาย

ดร.โรฮีนี โอมการ์ ประสาท ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ACCESS Health International กล่าวว่า ในรายงานสะท้อนทั้งภาระของโรคหัวใจ ไต และเมตาบอลิซึมที่เพิ่มสูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ และช่องว่างของระบบที่สามารถวัดผลและนำไปสู่การพัฒนาได้ ดังนั้น ฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ควรถูกนำไปใช้สนับสนุนการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบาย บุคลากรทางการแพทย์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันชะลอการดำเนินของโรคในระดับประเทศ

NCDs กระทบทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ

นางเอ็บบา ชอลล์ อุปทูตรักษาการ สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย กล่าวว่า ไทยและเยอรมนีต่างกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และเผชิญความท้าทายร่วมกันจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต และศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ความร่วมมือด้านสุขภาพ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมจึงเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองเพื่อรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น

5 ข้อเสนอปรับระบบดูแลโรคเรื้อรัง

สำหรับผู้เข้าร่วมการประชุม CRM Policy Forum ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ผู้ร่วมประชุมเห็นพ้องต่อ 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่

  1. จัดทำยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านโรค Cardio-Renal-Metabolic (CRM) พร้อมกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณที่ชัดเจน
  2. พัฒนายุทธศาสตร์เฉพาะด้านโรคไตเรื้อรัง
  3. บรรจุมะเร็งตับและ MASH หรือภาวะไขมันพอกตับอักเสบจากความผิดปกติของระบบเผาผลาญ ไว้ในนโยบายระดับชาติด้านโรคมะเร็งและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
  4. ขยายการดูแลแบบบูรณาการไปยังพื้นที่ชนบทที่มีความเสี่ยงสูง โดยใช้เครือข่าย อสม. และระบบการแพทย์ทางไกล หรือ Telemedicine
  5. ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้กว้างขึ้น เช่น Smart อสม. App เพื่อสร้างความตระหนักรู้ สนับสนุนการส่งต่อผู้ป่วย และคัดกรองโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ข้อเสนอเหล่านี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สถาบันวิชาการ บุคลากรทางการแพทย์ องค์กรผู้ป่วย และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนการทำงานจากการดูแลโรคแบบแยกส่วนไปสู่การจัดการโรคเรื้อรังที่เชื่อมโยงกัน

ใช้ อสม. ค้นหาผู้ป่วยก่อนโรคลุกลาม

แนวทางดังกล่าวเริ่มเห็นรูปธรรมผ่านโครงการ Sustainable Development for Generations (SD4G) ซึ่งสนับสนุนการอบรม อสม. ให้สามารถคัดกรองโรคไตเบื้องต้นในชุมชน เพื่อค้นหาผู้ป่วยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและเพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษาอย่างทันท่วงที

นายริคาร์เต้ ริเวร่า ผู้จัดการทั่วไป และหัวหน้าธุรกิจเภสัชภัณฑ์สำหรับมนุษย์ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า ความท้าทายด้านสุขภาพระดับนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง จากประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับ อสม. ทำให้เห็นว่าการค้นหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสามารถเข้าถึงประชาชนก่อนเกิดอาการ และเข้าถึงผู้ที่อยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาลได้

ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจึงเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนข้อมูลเชิงประจักษ์ไปสู่การปฏิบัติจริง เพื่อผลักดันการดูแลรักษาแบบบูรณาการที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางให้เข้าถึงประชาชนในทุกพื้นที่

ท้ายที่สุด การรับมือโรค CRM จึงไม่ได้หมายถึงการรักษาเบาหวาน ความดัน โรคไต หรือโรคหัวใจแยกออกจากกัน แต่ต้องมองความเชื่อมโยงของโรคตั้งแต่การป้องกัน คัดกรอง วินิจฉัย ส่งต่อ และรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลก่อนที่โรคหนึ่งจะนำไปสู่อีกโรค และก่อนที่ปัญหาสุขภาพรายบุคคลจะกลายเป็นภาระที่หนักขึ้นของระบบสาธารณสุข