
รพ.วิมุต แก้โรค NCDs ปั้นโมเดลรับเทรนด์ Personalized Medicine
รพ.วิมุต ขยายพอร์ตสุขภาพ เปิดตัว "ViMUT Metabolic Health and Endocrine" รับมือวิกฤต NCDs ฉุดเศรษฐกิจไทย 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี ชูโมเดล Personalized Care รุกตลาดสุขภาพยุคใหม่
KEY
POINTS
- โรงพยาบาลวิมุต เปิดศูนย์ "ViMUT Metabolic Health and Endocrine" เพื่อรับมือกับปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยใช้แนวทางการแพทย์เฉพาะบุคคล (Personalized Medicine)
- ชูแนวคิดการดูแล "สุขภาพเมตาบอลิก" (Metabolic Health) แบบองค์รวม ที่ไม่ได้มองแค่เรื่องน้ำหนัก แต่พิจารณาความเชื่อมโยงของระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน และพฤติกรรม
- พัฒนา 5 แนวทางการดูแล (Clinical Pathways) ที่ออกแบบมาเพื่อวางแผนการรักษาให้สอดคล้องกับปัญหาสุขภาพที่แตกต่างกันของผู้ป่วยแต่ละราย
โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs กลายเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของระบบสุขภาพไทย องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า NCDs ครอบคลุมทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็ง เบาหวาน และโรคปอดเรื้อรัง มีส่วนต่อการเสียชีวิตในประเทศไทยประมาณ 74% หรือราว 400,000 คนต่อปี
ขณะเดียวกันยังสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจราว 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 9.7% ของ GDP ในปี 2562 ซึ่งผลกระทบด้านผลิตภาพ การเจ็บป่วย ความพิการ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ไม่ได้จบเพียงการรักษาโรค แต่กำลังขยับไปสู่คำถามที่ซับซ้อนกว่าเดิม โดยมี “Metabolic Health” เป็นส่วนสำคัญ
วิมุตรุก“Metabolic Health” รับโจทย์สุขภาพยุคใหม่
ดังนั้น ปี 2569 โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน จึงเดินหน้าขยายพอร์ตบริการสุขภาพเฉพาะทาง เปิดให้บริการ “ViMUT Metabolic Health and Endocrine” ในระยะแรก ภายใต้แนวคิด “เข้าใจความซับซ้อน เพื่อการรักษาที่ตรงจุด” พร้อมวางเป้าหมายต่อยอดสู่หนึ่งในศูนย์กลางความเชี่ยวชาญด้าน Metabolic Health และการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า แนวทางของ รพ.วิมุต ไม่ได้มอง Metabolic Health ที่เป็นเรื่องของ “น้ำหนัก” เพียงตัวเลขเดียว แต่พิจารณาความเชื่อมโยงระหว่างระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน องค์ประกอบร่างกาย ตลอดจนพฤติกรรมและการใช้ชีวิต เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบการออกแบบแนวทางดูแลเฉพาะบุคคล ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การรักษา ไปจนถึงการติดตามสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
“จะเห็นว่าตลาดสุขภาพกำลังเปลี่ยน จากการรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่การให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงและการวางแผนสุขภาพในระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโรค NCDs ที่มีความสัมพันธ์กับหลายปัจจัย ทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิต อายุ ระบบเผาผลาญ และฮอร์โมน ส่งผลให้แนวทาง Personalized Care มีบทบาทมากขึ้นในระบบสุขภาพ”
ดังนั้น Metabolic Health จึงเป็น Growth Area ที่มีบทบาทต่อระบบสุขภาพในอนาคต เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงเรื่องน้ำหนักหรือโรคอ้วน แต่เชื่อมโยงตั้งแต่เบาหวาน ภาวะด้านฮอร์โมน องค์ประกอบร่างกาย ไปจนถึงสุขภาพในแต่ละช่วงวัย
"ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการรู้เพียงว่าเป็นโรคอะไร แต่ต้องการเข้าใจต่อว่ามีปัจจัยอะไรเกี่ยวข้องกับสุขภาพของตัวเอง และควรวางแผนดูแลอย่างไรในระยะยาว การพัฒนา ViMUT Metabolic Health and Endocrine จึงเป็นส่วนหนึ่งของทิศทางที่ รพ.วิมุตต้องการขยายการดูแลตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การรักษา ไปจนถึงการติดตามสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
ตัวเลขสุขภาพสะท้อนโจทย์ Metabolic Health
นพ.นิพัฒน์ กล่าวว่า ข้อมูลของ WHO Thailand ซึ่งอ้างอิงผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทย สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเสี่ยงด้าน Metabolic Health อย่างชัดเจน โดยสัดส่วนคนไทยวัยทำงานอายุ 15–59 ปี ที่มีดัชนีมวลกาย หรือ BMI ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป เพิ่มจาก 34.7% ในช่วงปี 2008–2009 เป็น 42.4% ในปี 2019–2020
ขณะเดียวกัน ความชุกของโรคเบาหวานเพิ่มจาก 6.9% เป็น 9.5% และความดันโลหิตสูงเพิ่มจาก 21.4% เป็น 25.4% ในช่วงเวลาเดียวกัน ด้าน International Diabetes Federation หรือ IDF ก็ประเมินว่า ในปี 2024 ประเทศไทยมีผู้ใหญ่ที่เป็นโรคเบาหวานประมาณ 6.36 ล้านคน หรือคิดเป็น 10.2% ของประชากรผู้ใหญ่
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าโจทย์ Metabolic Health ไม่ได้หยุดอยู่ที่ “ลดน้ำหนัก” เพราะคนหนึ่งคนอาจเผชิญหลายปัจจัยพร้อมกัน ตั้งแต่น้ำหนักเกิน ไขมันสะสมในช่องท้อง ระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดที่เปลี่ยนแปลง ไขมันพอกตับ ความดันโลหิตสูง มวลกล้ามเนื้อลดลง ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
“สิ่งที่เราต้องการพัฒนา เป็นการเปลี่ยนบทสนทนาจากคำถามว่า ‘น้ำหนักเท่าไหร่’ ไปสู่ ‘สุขภาพระบบเผาผลาญของเราว่าเป็นอย่างไร’ โดยแนวคิดนี้ทำให้ ViMUT Metabolic Health and Endocrine วางตำแหน่งแตกต่างจากตลาด Weight Management ที่มักแข่งขันผ่านแพ็กเกจ ยา เทคโนโลยี หรือราคา แต่เลือกให้น้ำหนักกับ “วิธีคิดในการดูแลผู้ป่วย” นำข้อมูลที่จำเป็นมาประกอบการวางแผนและติดตามผลในระยะยาว"
มอง NCDs เป็น “ระบบ” ไม่ใช่โรคแยกส่วน
นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน กล่าวว่า ความท้าทายของระบบสุขภาพในปัจจุบันไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้ป่วย NCDs ที่เพิ่มขึ้น แต่รวมถึงรูปแบบของปัญหาสุขภาพที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่การดูแลที่ผ่านมาอาจแยกตามโรคหรืออาการ ทั้งที่ในผู้ป่วยบางราย เบาหวาน น้ำหนัก ไทรอยด์ ฮอร์โมน หรือความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
โดยในวัยกลางคนอาจมีปัจจัยที่เชื่อมโยงกันผ่านระบบเมตาบอลิก การดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงต้องมองสุขภาพในภาพรวมมากขึ้น โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของแพทย์ในสาขาที่เกี่ยวข้องและบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ เพื่อนำข้อมูลตั้งแต่ผลตรวจทางการแพทย์ องค์ประกอบร่างกาย โภชนาการ การเคลื่อนไหว ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต มาประกอบการประเมินและวางแนวทางการดูแลให้เหมาะกับภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล
“Metabolic Health ไม่ใช่เรื่องของ Weight Management เพียงอย่างเดียว ผู้ป่วยสองคนอาจมีน้ำหนักใกล้เคียงกัน แต่มีปัจจัยด้านสุขภาพแตกต่างกัน คนหนึ่งอาจมีไขมันในช่องท้องสูง ขณะที่อีกคนมีมวลกล้ามเนื้อลด หรืออาจมีภาวะก่อนเบาหวาน ไขมันพอกตับ ปัญหาการนอน หรือความผิดปกติของฮอร์โมนร่วมด้วย ดังนั้น วิมุตจึงนำแนวทางของการดูแลแบบเฉพาะบุคคลมาใช้ในการพัฒนา ViMUT Metabolic Health and Endocrine”
5 Clinical Pathways วางแผนดูแลตาม “โจทย์สุขภาพ” ของแต่ละคน
จากแนวคิดดังกล่าว วิมุตพัฒนา ViMUT Metabolic Health and Endocrine ผ่าน 5 Clinical Pathways เพื่อให้การประเมินและการวางแผนดูแลสอดคล้องกับปัญหาและเป้าหมายสุขภาพที่แตกต่างกัน ได้แก่
1. Metabolic Reset
สำหรับผู้มีภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน ไขมันพอกตับ ภาวะก่อนเบาหวาน หรือ Metabolic Syndrome
2. Thyroid Wellness
สำหรับผู้มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์
3. Sarcopenic Obesity Care
สำหรับผู้มีภาวะน้ำหนักเกินร่วมกับมวลหรือสมรรถภาพของกล้ามเนื้อลดลง
4. Menopause & Weight
สำหรับผู้หญิงวัยกลางคนและวัยทองที่เผชิญการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำหนัก ฮอร์โมน และสุขภาพเมตาบอลิก
5. Diabetes Care
สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ระยะต้นที่ต้องการวางแผนควบคุมระดับน้ำตาลและปัจจัยด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การประเมินและติดตามโดยแพทย์
ทั้ง 5 Clinical Pathways ใช้หลักคิด Understand – Design – Measure – Partner เป็นกรอบในการดูแล เริ่มจาก Understand ทำความเข้าใจอาการ ปัจจัยเสี่ยง และข้อมูลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ก่อนเข้าสู่ Design การวางแนวทางตามภาวะของแต่ละบุคคล จากนั้น Measure กำหนดตัวชี้วัดเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลง และ Partner ทำงานร่วมกันระหว่างผู้ป่วย แพทย์ และบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ
จาก “น้ำหนัก” สู่ภาพใหญ่ของสุขภาพเมตาบอลิก
ด้าน นพ.ปริญญา สมัครการไถ อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคเบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และเมตาบอลิซึม โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน กล่าวว่า หลายคนเริ่มสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายจากเรื่องใกล้ตัวเช่น น้ำหนักหรือรอบเอวเพิ่มขึ้น ระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดเริ่มเปลี่ยน มวลกล้ามเนื้อลดลง เหนื่อยง่ายหรือนอนหลับไม่ดี โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน อาการเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นคนละเรื่อง แต่ในทางการแพทย์อาจมีปัจจัยเชื่อมโยงกันทั้งระบบเผาผลาญ ฮอร์โมนองค์ประกอบร่างกาย ตลอดจนพฤติกรรมและการใช้ชีวิต
โดยการติดตาม Metabolic Health ไม่ได้พิจารณาเพียงการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก แต่สามารถดูข้อมูลด้านอื่นประกอบกัน เช่น รอบเอว ไขมันในช่องท้อง มวลและสมรรถภาพของกล้ามเนื้อ ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด สุขภาพตับ ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรค ตลอดจนคุณภาพชีวิต
จาก Weight Management สู่ “สุขภาพเมตาบอลิกเฉพาะบุคคล”
นพ.ปริญญา กล่าวว่า การเปิดตัว ViMUT Metabolic Health and Endocrine จึงสะท้อนการขยับเกมของวิมุตจากการรักษาโรคไปสู่การสร้างบริการสุขภาพที่เชื่อมโยง “ความเสี่ยง–การรักษา–การปรับพฤติกรรม–การติดตามผล” เข้าด้วยกัน ท่ามกลางจำนวนผู้ป่วย NCDs ที่เพิ่มขึ้นและความซับซ้อนของปัจจัยสุขภาพในแต่ละช่วงวัย Metabolic Health จึงไม่ใช่เพียงตลาด Weight Management อีกต่อไป แต่เป็นโจทย์ที่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน กล้ามเนื้อ โภชนาการ การเคลื่อนไหว ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต
และสำหรับวิมุต การวาง Growth Area ใหม่ครั้งนี้ไม่ได้ตั้งต้นจากคำถามว่า “จะลดน้ำหนักได้กี่กิโลกรัม” หากแต่กำลังเปลี่ยนคำถามไปสู่สิ่งที่ใหญ่กว่า นั่นคือ “สุขภาพของแต่ละคนกำลังบอกอะไร และควรออกแบบการดูแลอย่างไรให้เหมาะกับตัวเองในระยะยาว







