
สปสช. เชื่อมระบบ ThaiD ยืนยันตัวตน ป้องกันสวมสิทธิบัตรทอง
สปสช. ย้ำความจำเป็นเชื่อมต่อ "แอปพลิเคชัน ThaiD" ใช้พิสูจน์ยืนยันตัวตนก่อนเข้ารับบริการใช้สิทธิบัตรทอง ช่วยให้หน่วยบริการตรวจสอบเจ้าของสิทธิได้อย่างถูกต้อง ลดขั้นตอนและความคลาดเคลื่อน ป้องกันการสวมสิทธิ พร้อมคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลสุขภาพ
KEY
POINTS
- สปสช. นำแอปพลิเคชัน ThaiD มาใช้ในการยืนยันตัวตนผู้ใช้สิทธิบัตรทอง เพื่อป้องกันการสวมสิทธิและสร้างความมั่นใจว่าผู้รับบริการเป็นเจ้าของสิทธิตัวจริง
- การใช้ ThaiD ช่วยให้ประชาชนเข้ารับบริการได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ลดภาระการใช้เอกสาร โดยเฉพาะการรับบริการนอกพื้นที่หรือผ่านช่องทางดิจิทัล
- ระบบดังกล่าวช่วยยกระดับความปลอดภัยและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดย ThaiD ทำหน้าที่พิสูจน์ตัวตนเท่านั้น ไม่ได้เข้าถึงข้อมูลสุขภาพหรือประวัติการรักษา
15 สิงหาคม 2569 นายประเทือง เผ่าดิษฐ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ "บัตรทอง 30 บาท" ดูแลประชาชนกว่า 47 ล้านคนกรณีรักษาพยาบาล และ กรณีสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคดูแลประชาชนคนไทย 67 ล้านคน โดยเชื่อมโยงบริการกับหน่วยบริการทั่วประเทศ การยืนยันตัวตนของผู้รับบริการอย่างถูกต้องจึงเป็นขั้นตอนสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่า บริการและสิทธิประโยชน์จะถึงประชาชนผู้มีสิทธิอย่างแท้จริง
ปัจจุบันประชาชนสามารถรับบริการได้ทั้งที่หน่วยบริการและผ่านช่องทางดิจิทัล สปสช. จึงจำเป็นต้องมีกลไกพิสูจน์และยืนยันตัวตนที่น่าเชื่อถือมากกว่าการแจ้งเลขประจำตัวประชาชนหรือใช้รหัสผ่านเพียงอย่างเดียว โดยเชื่อมต่อกับ แอปพลิเคชัน ThaiD ซึ่งเป็นระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลของภาครัฐ เพื่อเพิ่มความถูกต้องและความปลอดภัยในการใช้สิทธิ
"หัวใจสำคัญ คือ การคุ้มครองสิทธิของประชาชน เราต้องมั่นใจว่าผู้เข้ารับบริการเป็นเจ้าของสิทธิตัวจริง เพราะหากการยืนยันตัวตนไม่รัดกุม อาจเกิดการสวมสิทธิ ความคลาดเคลื่อนของข้อมูล หรือมีบุคคลอื่นเข้าถึงข้อมูลสุขภาพโดยไม่ได้รับอนุญาต ThaiD จึงช่วยให้ประชาชนได้รับบริการตามสิทธิของตนเองอย่างถูกต้องและปลอดภัยยิ่งขึ้น" นายประเทืองกล่าว
ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. กล่าวต่อว่า การยืนยันตัวตนผ่าน แอปพลิเคชัน ThaiD ยังช่วยลดภาระในการแสดงเอกสารหลายรายการ ลดความซ้ำซ้อนในการตรวจสอบ และช่วยให้หน่วยบริการยืนยันเจ้าของสิทธิได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะการรับบริการต่างพื้นที่หรือผ่านช่องทางดิจิทัล ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้คล่องตัวและต่อเนื่องมากขึ้น ขณะเดียวกันการยืนยันตัวตนที่ถูกต้องช่วยให้ข้อมูลการรับบริการเชื่อมโยงกับเจ้าของสิทธิได้ตรงบุคคล ลดความผิดพลาดของประวัติการรับบริการ และทำให้การเบิกจ่ายเงินกองทุนบัตรทองถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ ส่งผลให้งบประมาณถูกนำไปใช้ดูแลประชาชนอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด
นายประเทือง กล่าวย้ำว่า แอปพลิเคชัน ThaiD ทำหน้าที่พิสูจน์และยืนยันว่าผู้ใช้สิทธิเป็นบุคคลนั้นจริง ไม่ใช่การเปิดฐานข้อมูลให้หน่วยงานหรือบุคคลทั่วไปเข้าถึงได้โดยอิสระ การเชื่อมต่อและใช้ข้อมูลต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ภายใต้การอนุญาต การกำหนดสิทธิ และมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบ
"การเชื่อม แอปพลิเคชัน ThaiD ไม่ได้หมายความว่าแอปพลิเคชันจะเข้าถึงข้อมูลสุขภาพหรือข้อมูลการรักษาของประชาชนทั้งหมด แต่เป็นการเพิ่มความมั่นใจในขั้นตอนยืนยันตัวบุคคล ส่วนการเข้าถึงข้อมูลในระบบของ สปสช. ต้องเป็นไปตามหน้าที่และสิทธิที่ได้รับอนุญาต ใช้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น และมีระบบควบคุมตรวจสอบการใช้งาน รวมทั้งเป็นไปตาม พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล" ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. กล่าว
พร้อมกันนี้ สปสช. ได้ยกระดับความปลอดภัยของระบบสารสนเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยืนยันตัวตนแบบ 2 ปัจจัยหรือหลายปัจจัย (2FA/MFA) การจำกัดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลเท่าที่จำเป็น การทบทวนบัญชีผู้ใช้งาน และการปิดบัญชีหรือระบบที่ไม่ได้ใช้งาน ส่วนการเชื่อมต่อข้อมูลผ่าน API ผู้ให้บริการระบบสารสนเทศของหน่วยบริการ (HIS) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องขึ้นทะเบียน ขออนุญาต และได้รับสิทธิตามหลักเกณฑ์ รวมถึงใช้กุญแจหรือโทเคนเฉพาะสำหรับการเชื่อมต่อ เพื่อให้ตรวจสอบผู้ใช้งาน กำหนดขอบเขต และควบคุมการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ที่ส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลควบคู่กับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) กำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
"สปสช. ต้องขอให้ประชาชนมั่นใจว่า การใช้แอปพลิเคชัน ThaiD ในการยืนยันในการเข้ารับบริการ มีเป้าหมายเพื่อให้ทุกคนได้รับบริการตามสิทธิอย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงจากการสวมสิทธิ คุ้มครองข้อมูลสุขภาพ และทำให้การใช้สิทธิสะดวกขึ้น โดย สปสช. จะพัฒนาระบบควบคู่กับการรักษาความปลอดภัย และคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ" ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. กล่าวย้ำ







