
'พัฒนา' ยกเครื่องงบกองทุนบัตรทอง 1.79 แสนล้าน สั่ง สปสช. ลีนระบบ-แยกบัญชีชัดเจน
'พัฒนา' รมว.สาธารณสุข ถกงบกองทุนบัตรทองปี 68 วงเงินกว่า 1.79 แสนล้านบาท สั่ง สปสช. แยกบัญชีรายจ่ายกลุ่มคลินิกเอกชน เทเลเมดิซินให้ชัดเจน พร้อมลุยตรวจสอบเข้ม ลดบริการซ้ำซ้อน หวังดึงเม็ดเงินส่วนเกินเสริมสภาพคล่องให้โรงพยาบาลรัฐ ป้องกันวิกฤต
KEY
POINTS
- รมว.สาธารณสุข สั่งให้ สปสช. ทบทวนการใช้งบประมาณกองทุนบัตรทองปี 2568 วงเงิน 1.79 แสนล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
- เน้นย้ำให้แยกบัญชีการจัดสรรงบประมาณสำหรับโรงพยาบาลเอกชน คลินิกชุมชน และบริการเทเลเมดิซินให้ชัดเจน เพื่อตรวจสอบต้นทุนและความคุ้มค่า
- มีเป้าหมายเพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น (ลีนระบบ) และนำงบประมาณส่วนเกินที่ได้ไปเพิ่มค่าหัวให้กับโรงพยาบาลของรัฐ
14 สิงหาคม 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. ได้ร่วมประชุมติดตามการจัดสรรงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ประจำปีงบประมาณ 2568 ซึ่งถือเป็นการประชุมครั้งแรกในยุคของ รมว.พัฒนา ที่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังอย่างโปร่งใส
ในการประชุม นางวราภรณ์ สุวรรณเวลา ผู้ทรงคุณวุฒิ สปสช. ได้ชี้แจงรายละเอียดการบริหารจัดการเงินงบประมาณกองทุนบัตรทองปี 2568 ซึ่งมีวงเงินรวมทั้งสิ้น 179,528.72 ล้านบาท โดยจัดสรรให้หน่วยบริการและโรงพยาบาลทุกสังกัดรวม 157,314.22 ล้านบาท คิดเป็น 87.63% แบ่งเป็น สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 103,275.52 ล้านบาท คิดเป็น 57.53%, โรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ 12,878.65 ล้านบาท คิดเป็น 7.17%, โรงพยาบาลเอกชนและคลินิกชุมชนอบอุ่น 17,558.86 ล้านบาท คิดเป็น 9.78%
หน่วยบริการนวัตกรรมและ Telemedicine 7,482.50 ล้านบาท คิดเป็น 4.17% รวมถึงโรงพยาบาลรัฐสังกัดอื่น ๆ ส่วนงบประมาณที่เหลืออีกราว 2.2 หมื่นล้านบาท ได้จัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรชุมชน กองทุนจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ และเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีได้รับความเสียหายจากการบริการ
อย่างไรก็ดี นายพัฒนา ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การใช้เงินกองทุนบัตรทองในปัจจุบันอาจจะยังไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมระบุว่าทุกฝ่ายควรลืมความสำเร็จเดิม ๆ และร่วมกันทบทวนตัวชี้วัดใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันเนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีอุตสาหกรรมยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์เป็นของตนเอง ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
นายพัฒนา รมว.สาธารณสุข ได้สั่งการเน้นย้ำให้ สปสช. แยกหมวดหมู่การจัดสรรงบประมาณในกลุ่มโรงพยาบาลเอกชน คลินิกชุมชนอบอุ่น และบริการเทเลเมดิซินให้ออกมาอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถตรวจสอบต้นทุนและความคุ้มค่าที่แท้จริงได้
ทั้งนี้ ยืนยันว่า การแยกบัญชีไม่ได้หมายถึงการยุบเลิกโครงการสำคัญ เช่น งบรักษาผู้ป่วยโรคไตที่เป็นนโยบายสำคัญในการช่วยชีวิตประชาชนแต่ทำเพื่อให้เห็นตัวเลขที่แท้จริง หากสามารถลีนองค์กรและลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็นได้ก็จะมีเม็ดเงินส่วนเกินเพียงพอที่จะนำมาจัดสรรเพิ่มค่าหัวประชากรให้แก่โรงพยาบาลรัฐที่ยังมีภาระต้นทุนสูง พร้อมเตือนว่าหากไม่เร่งปรับปรุงระบบตั้งแต่วันนี้ ประเทศไทยอาจกลายเป็นกรณีศึกษาที่ล้มเหลวในเวทีโลก ทั้งที่ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยเคยได้รับการยอมรับมาโดยตลอด
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. ได้กล่าวขอบคุณทุกข้อเสนอแนะ พร้อมระบุว่า สปสช. พร้อมน้อมนำคำแนะนำดังกล่าวไปเสนอต่อคณะอนุกรรมการทุกชุด เพื่อปรับปรุงกลไกการประเมินและการจัดสรรงบประมาณให้มีความเข้มแข็ง โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป







