thansettakij
thansettakij
เช็กด่วน “โรคไหลตาย” ทำไมคนแข็งแรงเสียชีวิตกะทันหันขณะหลับ

เช็กด่วน 'โรคไหลตาย' ทำไมคนแข็งแรง เสียชีวิตกะทันหันขณะหลับ

30 ก.ค. 69 | 12:03 น.
อัปเดตล่าสุด :30 ก.ค. 69 | 12:19 น.

ไขปริศนา "โรคไหลตาย" ภัยเงียบ Brugada Syndrome เผยสัญญาณเตือนใจสั่น-วูบ และพฤติกรรมเสี่ยงพักผ่อนน้อย-ดื่มจัด อาจทำหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

KEY

POINTS

  • โรคไหลตาย เกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงเฉียบพลันขณะหลับ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางพันธุกรรมของระบบไฟฟ้าหัวใจ (Brugada Syndrome) ทำให้หัวใจหยุดเต้น
  • กลุ่มเสี่ยงหลักคือผู้ชายวัยทำงานอายุ 20-50 ปี โดยเฉพาะผู้มีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตกะทันหัน และมีปัจจัยกระตุ้น เช่น การพักผ่อนน้อย หรือดื่มแอลกอฮอล์หนัก
  • แม้ส่วนใหญ่ไม่มีอาการเตือน แต่สัญญาณที่อาจพบได้คืออาการวูบ ใจสั่น หรือหายใจเฮือกขณะหลับ ซึ่งผู้มีความเสี่ยงสูงสามารถป้องกันได้โดยการฝังเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ (ICD)

จากกระแสข่าวการเสียชีวิตของ “ฮลุน โซโล่”  ยูทูบเบอร์ (YouTuber), คอนเทนต์ครีเอเตอร์ ซึ่งยังไม่มียืนยันอย่างเป็นทางการว่าสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากอะไร แต่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับ “โรคไหลตาย” หรือไม่ โดยโรคนี้เป็นภาวะที่ควรรู้จัก เพราะอาจเกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจและนำไปสู่การเสียชีวิตเฉียบพลัน สามารถคร่าชีวิตได้ในขณะนอนหลับ และไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า

“โรคไหลตาย” คือกลุ่มอาการเสียชีวิตขณะนอนหลับโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบนำไฟฟ้าหัวใจ หรือความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง เลือดไม่สามารถสูบฉีดไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญได้ จนหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

หนึ่งในภาวะสำคัญที่เป็นสาเหตุของโรคไหลตาย คือ Brugada Syndrome (บรูกาดา ซินโดรม) โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนซึ่งควบคุมการทำงานของระบบไฟฟ้าหัวใจ ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง โดยมักเกิดขึ้นในช่วงนอนหลับ เพราะเป็นช่วงที่อัตราการเต้นของหัวใจช้าลงตามธรรมชาติ ทำให้ความผิดปกติของการนำไฟฟ้าหัวใจแสดงอาการชัดเจนขึ้น

อัตราการตรวจพบโรคไหลตาย

แม้โรคไหลตายจะสร้างความกังวลทุกครั้งที่เกิดข่าวการเสียชีวิตกะทันหัน แต่ในความเป็นจริงพบผู้ป่วยไม่มาก โดยพบประมาณ 0.004% ของประชากร ขณะที่ประเทศไทยพบผู้ป่วย Brugada Syndrome ราว 40 คนต่อประชากร 100,000 คน ส่วนใหญ่พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะช่วงอายุ 20-50 ปี และพบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคไหลตาย ได้แก่

  • ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตเฉียบพลันตั้งแต่อายุน้อย
  • ผู้ที่เคยมีอาการวูบ หมดสติ หรือหน้ามืดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ผู้ชายวัยทำงาน อายุ 20-50 ปี
  • ผู้ที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าหัวใจ

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง เช่น

  • ทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • มีไข้สูง
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก
  • ร่างกายขาดน้ำและแร่ธาตุ
  • ขาดวิตามินบี 1 อย่างรุนแรง
  • รับประทานอาหารจำพวกแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมาก โดยขาดผักและผลไม้ ทำให้โพแทสเซียมต่ำ
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับ ยาต้านเศร้า หรือยาที่มีผลต่อระบบไฟฟ้าหัวใจ

อาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

แม้ผู้ป่วยจำนวนมากจะไม่มีอาการเตือนก่อนเสียชีวิต แต่บางรายอาจมีสัญญาณผิดปกติ ได้แก่

  • ใจสั่น
  • วูบ เป็นลม หรือหมดสติชั่วคราว
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด
  • ชัก
  • หายใจลำบาก
  • เจ็บหน้าอก
  • เคยตรวจพบหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง
  • นอนหลับแล้วมีเสียงหายใจครืดคราดหรือหายใจเฮือกคล้ายขาดอากาศ

หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจเพื่อตรวจหาสาเหตุ

การวินิจฉัยโรคไหลตาย

แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงได้จากหลายวิธี ได้แก่

  • ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)
  • ตรวจอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiogram)
  • ตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test)
  • ตรวจระบบไฟฟ้าหัวใจ (EP Study)
  • ตรวจพันธุกรรม (Genetic Testing)

หากประเมินแล้วพบว่ามีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาฝังเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ (ICD หรือ AICD) เพื่อช่วยปรับจังหวะการเต้นของหัวใจเมื่อเกิดภาวะผิดปกติ

โรคไหลตายรักษาได้หรือไม่

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคไหลตายให้หายขาด แต่สามารถลดความเสี่ยงการเสียชีวิตได้ด้วยการรักษาที่เหมาะสม เช่น การใช้ยา การจี้ไฟฟ้าหัวใจ (RFA) หรือการฝังเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ รวมถึงหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ

สำหรับผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตกะทันหันขณะนอนหลับ หรือมีอาการผิดปกติที่เข้าข่ายโรคไหลตาย ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองกับแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนป้องกันตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพราะแม้โรคนี้จะพบไม่บ่อย แต่หากเกิดขึ้นแล้วอาจนำไปสู่การเสียชีวิตเฉียบพลันได้โดยไม่มีโอกาสได้รับการช่วยเหลือทันเวลา