thansettakij
thansettakij
เจาะขุมทรัพย์ Pride Economy ‘ยันฮี’ ชูไทย Destination ผ่าตัดเปลี่ยนเพศ

เจาะขุมทรัพย์ Pride Economy ‘ยันฮี’ ชูไทย Destination ผ่าตัดเปลี่ยนเพศ

27 ก.ค. 69 | 09:54 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ก.ค. 69 | 10:17 น.

รพ.ยันฮี เผยต่างชาติเกินครึ่งบินลัดฟ้าผ่าตัดยืนยันเพศสภาพในไทย ชูกลยุทธิ์ "Yanhee Support Pride Center" รุกตลาด ดูแลครบวงจรมุ่งสู่ LGBTQ+ Medical Hub แห่งเอเชีย

KEY

POINTS

  • โรงพยาบาลยันฮีตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์สำหรับ LGBTQ+ (LGBTQ+ Medical Hub) ในเอเชีย โดยเปิดศูนย์ดูแลสุขภาพแบบครบวงจร
  • ตลาดการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพในไทยขับเคลื่อนโดยชาวต่างชาติเป็นหลัก โดยกว่า 74% ของเคสผ่าตัดจากชายเป็นหญิงเป็นชาวต่างชาติ
  • "Pride Economy" ถูกมองว่าเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่ามหาศาลและต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่จากการผ่าตัด แต่รวมถึงการดูแลตลอดชีวิตและกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตลาดสุขภาพที่มีศักยภาพสูงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ “LGBTQ+ Healthcare” กลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิใหม่ของธุรกิจการแพทย์และ Medical Tourism ที่หลายประเทศต่างเร่งช่วงชิงความเป็นผู้นำ

พญ.สิรินทรา สัมฤทธิวนิชชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลยันฮี กล่าวว่า “โรงพยาบาลยันฮี”พร้อมผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น LGBTQ+ Medical Hub ของภูมิภาคเอเชีย ในฐานะผู้นำด้านศัลยกรรมความงามและศัลยกรรมตกแต่งของประเทศไทย

พญ.สิรินทรา สัมฤทธิวนิชชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลยันฮี ผู้บริหารรุ่นที่ 2

“การเปลี่ยนแปลงของโลกกำลังนำพาองค์กรเข้าสู่บทบาทใหม่ ผู้รับบริการกลุ่ม LGBTQ+ ไม่ได้เข้ามาเพราะเจ็บป่วย แต่เข้ามาเพื่อให้ร่างกายและอัตลักษณ์ของตนเองสอดคล้องกัน สิ่งที่พวกเขาต้องการจึงไม่ใช่แค่การรักษา แต่คือความเข้าใจ ความเคารพ และความมั่นใจว่าพวกเขาจะได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม”

แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การก่อตั้ง “Yanhee Support Pride Center” ศูนย์ดูแลสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศแบบครบวงจร ที่รวมบริการทุกด้านไว้ภายใต้แนวคิด “One Roof Service” ตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต การดูแลฮอร์โมน การผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ การศัลยกรรมเฉพาะทาง การปรับเสียง การติดตามสุขภาพระยะยาว ไปจนถึงการดูแลคุณภาพชีวิตหลังการรักษา

ต่างชาติขับเคลื่อนตลาด LGBTQ+ Healthcare ไทย

พญ.สิรินทรา กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมสุขภาพโลก ต้องไม่มองผู้ป่วยเป็นเพียงผู้รับบริการทางการแพทย์ แต่เป็นมนุษย์ที่มีความต้องการเฉพาะตัวในทุกมิติของชีวิต และสิ่งที่น่าสนใจคือ ตลาด LGBTQ+ Healthcare ของประเทศไทยในปัจจุบัน ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยผู้รับบริการชาวไทยเพียงอย่างเดียว

ผู้เข้ารับบริการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพจากชายเป็นหญิง (Male to Female) กว่า 74% เป็นชาวต่างชาติ ขณะที่กลุ่มหญิงเป็นชาย (Female to Male) มีสัดส่วนผู้รับบริการต่างชาติสูงถึง 55%

LGBTQ+ ที่เดินทางเข้ามารับบริการที่โรงพยาบาลยันฮี ในประเทศไทย

ประเทศหลักที่เดินทางเข้ามารับบริการ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นจุดหมายด้านสุขภาพของผู้มีความหลากหลายทางเพศจากทั่วโลก

โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งหลายประเทศยังคงมีข้อจำกัดทั้งทางกฎหมาย วัฒนธรรม และการเข้าถึงบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง ประเทศไทยจึงกลายเป็นทางเลือกสำคัญของผู้ที่ต้องการเข้าถึงบริการที่มีมาตรฐานระดับสากล ภายใต้สังคมที่เปิดกว้างและเป็นมิตรต่อความหลากหลายทางเพศมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค

"หากย้อนกลับไปในอดีต ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ของโลกที่พัฒนาศักยภาพด้านศัลยกรรมยืนยันเพศสภาพอย่างจริงจัง ประสบการณ์ของศัลยแพทย์ไทยที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในฐานะ Destination of Sex Change Surgery มาอย่างยาวนาน"

ไม่เพียงเท่านั้น เทคนิคการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพจากชายเป็นหญิงของแพทย์ไทย ยังได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และถูกนำเสนอในเวทีวิชาการระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง และชื่อเสียงของแพทย์ไทย คุณภาพการรักษา ความละเอียดของบุคลากรทางการแพทย์ และความเป็นมิตรของสังคมไทย คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้รับบริการจากทั่วโลกยังคงเลือกประเทศไทย

Pride Economy โอกาสทางเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าที่หลายคนคิด

พญ.สิรินทรา กล่าวว่า แม้คนส่วนใหญ่จะมองเรื่องการยืนยันเพศสภาพในมิติของสิทธิมนุษยชนหรือความเท่าเทียมทางสังคม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตลาดบริการสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ กำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดสุขภาพที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก

ผู้เข้ารับบริการกลุ่ม LGBTQ+ กำลังปรึกษาพูดคุยกับแพทย์ ที่ รพ.ยันฮี ประเมินภาวะทางจิตใจ การดูแลสุขภาพในวัยสูงอายุ รวมถึงการตรวจคัดกรองโรคที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะเฉพาะ

ทั้งนี้ ผู้รับบริการกลุ่มข้ามเพศไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะจากการผ่าตัดเพียงครั้งเดียว แต่ต้องการการดูแลต่อเนื่องตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการติดตามระดับฮอร์โมน การตรวจสุขภาพเฉพาะทาง การประเมินภาวะทางจิตใจ การดูแลสุขภาพในวัยสูงอายุ รวมถึงการตรวจคัดกรองโรคที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะเฉพาะ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้รับบริการหนึ่งคนสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับระบบสุขภาพได้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายสิบปี นอกจากนี้ยังเกิดการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจอื่น ๆ ทั้งโรงแรม สายการบิน ร้านอาหาร การท่องเที่ยว และบริการด้าน Wellness ที่เกี่ยวข้อง จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายประเทศเริ่มมอง LGBTQ+ Healthcare เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของอุตสาหกรรม Medical Tourism

มากกว่าการผ่าตัด คือการดูแลตลอดชีวิต

โดยหนึ่งในความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง คือการมองว่าการเปลี่ยนผ่านทางเพศสิ้นสุดลงหลังการผ่าตัด ในความเป็นจริงผู้รับบริการควรต้องได้รับการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการใช้ฮอร์โมนระยะยาว การติดตามสุขภาพของอวัยวะที่ได้รับการผ่าตัดสร้างขึ้นใหม่ การตรวจคัดกรองโรคตามช่วงอายุ หรือการดูแลด้านสุขภาพจิต ดังนั้น การดูแลคนข้ามเพศไม่ใช่การรักษาระยะสั้น แต่เป็นการดูแลตลอดชีวิต

ด้วยเหตุนี้ โรงพยาบาลยันฮี จึงพัฒนาระบบติดตามผลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างทีมสหสาขาวิชาชีพที่ประกอบด้วยศัลยแพทย์ แพทย์ต่อมไร้ท่อ สูตินรีแพทย์ จิตแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสนับสนุนที่ได้รับการอบรมเฉพาะทาง

ผู้รับบริการกลุ่ม LGBTQ+ ชาวต่างชาติ ที่เข้ามารับบริการที่ รพ.ยันฮี ประเทศไทย

"แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพสูง แต่ยังมีความท้าทายหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง โดยเฉพาะศัลยแพทย์ด้านการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพและจิตแพทย์ที่มีความเข้าใจประเด็นความหลากหลายทางเพศ ขณะเดียวกัน กฎหมายและระบบประกันสุขภาพหลายส่วนยังไม่สามารถรองรับความต้องการเฉพาะของผู้รับบริการกลุ่มนี้ได้อย่างสมบูรณ์"

พญ.สิรินทรา กล่าวว่า การพัฒนา LGBTQ+ Medical Hub ไม่ใช่ภารกิจของโรงพยาบาลเอกชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเป็นระบบ ซึ่งประเทศไทยควรเร่งขับเคลื่อน 4 ประเด็นสำคัญ

4 กุญแจสู่การเป็น LGBTQ+ Medical Hub ระดับโลก

  1. พัฒนาบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต
  2. สนับสนุนงานวิจัย งานวิชาการ และองค์ความรู้ด้าน LGBTQ+ Healthcare ในระดับสากล
  3. สร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมและกฎหมายที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตของผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างเท่าเทียม
  4. เพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพและประกันสุขภาพ เพื่อให้ผู้ข้ามเพศเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ปลอดภัยได้มากขึ้น

ลงทุนกว่า 100 ล้านบาท วางหมุดสู่มาตรฐานใหม่

พญ.สิรินทรา กล่าวว่า ก้าวต่อไปของยันฮีว่า ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ระยะยาว โรงพยาบาลยันฮีเตรียมลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงพื้นที่บริการ และขยายแพลตฟอร์มการดูแลสุขภาพสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ อย่างต่อเนื่อง โดยใช้งบลงทุนรวมมากกว่า 100 ล้านบาทในช่วงปี 2566-2570

“เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้รับบริการ แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบบริการสุขภาพของไทย จากโรงพยาบาลศัลยกรรมความงามที่คนไทยรู้จัก สู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล”

หากประเทศไทยสามารถผสานจุดแข็งด้านการแพทย์ การท่องเที่ยว และความเปิดกว้างทางสังคมเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ Pride Month ในอนาคต อาจไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลแห่งความภาคภูมิใจ แต่จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างคุณค่าให้กับสังคม และการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น LGBTQ+ Medical Hub แห่งเอเชียอย่างเต็มรูปแบบ