
บำรุงราษฎร์ กางแผนครึ่งปีหลังปี 69 รุกตลาด Wellness-Longevity
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มุ่งสู่ Lifetime Health Partner รับเทรนด์สังคมสูงวัยและ Active Lifestyle พร้อมลงทุนขยายเครือข่ายรองรับผู้ป่วยทั่วโลก
KEY
POINTS
- บำรุงราษฎร์วางแผนลงทุนครั้งใหญ่ครึ่งหลังปี 2569 ประกอบด้วยการสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ที่ภูเก็ตและโรงพยาบาลเฉพาะทางที่สุขุมวิท ซอย 1
- ปรับกลยุทธ์สู่การเป็น "Lifetime Health Partner" เปลี่ยนจากการเน้นรักษาโรคไปสู่การดูแลสุขภาพครบวงจร ครอบคลุมการป้องกัน (Prevention), เวลเนส (Wellness) และการมีชีวิตที่ยืนยาว (Longevity)
- รุกตลาด Wellness อย่างเป็นรูปธรรมผ่านการยกระดับศูนย์เวชศาสตร์การกีฬาและข้อ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ใส่ใจการออกกำลังกายและสุขภาพเชิงป้องกัน
ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และการแข่งขันในธุรกิจ Healthcare ที่รุนแรงขึ้น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนและพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางเป้าหมายก้าวสู่การเป็น Lifetime Health Partner
โดยมีความเชื่อมั่นเป็น Asset ที่ต้องใช้เวลาสร้างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่บำรุงราษฎร์ให้ความสำคัญมาตลอด และมีฐานผู้ป่วยที่สมดุลทั้งชาวไทย, Expat และชาวต่างชาติ ทำให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง และรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจหรือสถานการณ์โลกได้ดี
พร้อมกันนี้ ยังได้ลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ยกระดับคุณภาพการรักษาและสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ป่วย ทั้งบริหารองค์กรเพื่อให้สามารถลงทุนเพื่ออนาคตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังปี 2569 ซึ่งจะเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ผ่านโครงการลงทุนสำคัญ
ครึ่งหลังปี 2569 เร่งลงทุนรับการเติบโตระยะยาว
สำหรับโครงการแรกคือ Bumrungrad International Hospital Phuket (BIHP) จะเป็นก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายบริการภายใต้แนวคิด Hub-and-Spoke Model เชื่อมโยงศักยภาพของ Bumrungrad Main Campus
อีกโครงการคือ Specialized Hospital บริเวณสุขุมวิท ซอย 1 ซึ่งจะเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางแห่งใหม่ เพื่อรองรับความต้องการด้านการรักษาโรคที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น และเพิ่มศักยภาพของ Bumrungrad Main Campus ในระยะยาว
นอกจากนี้ จะยกระดับ Horizon Cancer Center เพื่อดูแลผู้ป่วยมะเร็งแบบครบวงจร ตลอดจนเดินหน้าลงทุนด้าน Digital Transformation และ AI เพื่อยกระดับคุณภาพการรักษา เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับผู้ป่วย โดยยังคงยึดหลักว่า เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมศักยภาพบุคลากร ไม่ใช่ทดแทนบุคลากร
“วันนี้บทบาทของโรงพยาบาลไม่ได้จบลงเมื่อผู้ป่วยหายจากโรค แต่ต้องสามารถดูแลสุขภาพของผู้ป่วยได้ตลอดทุกช่วงชีวิต ด้วยแนวคิดดังกล่าว บำรุงราษฎร์จึงเดินหน้าสู่การเป็น Lifetime Health Partner โดยเชื่อมโยงการดูแลตั้งแต่ Prevention, Early Detection, Advanced Treatment ไปจนถึง Wellness และ Longevity มุ่งสู่การเป็นองค์กรที่แข็งแรงในอนาคต”
สร้างระบบ-วางองค์กรให้พร้อมรับความท้าทาย
ดร.อาทิรัตน์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดเด่นคือการผสมผสานมาตรฐานทางการแพทย์ระดับโลกเข้ากับ Thai Hospitality และความเอาใจใส่ ซึ่งเป็นคุณค่าที่สร้างความประทับใจให้ผู้ป่วยจากทั่วโลก และความได้เปรียบในธุรกิจ Healthcare ไม่ได้สร้างจากอาคารหรือเครื่องมือ แต่สร้างจากคน ระบบ และความไว้วางใจ
ดังนั้น บำรุงราษฎร์จึงเชื่อว่าการเติบโตอย่างยั่งยืน ต้องเกิดขึ้นควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้กับสังคม ภายใต้มิติ Social ของ ESG ทั้งการพัฒนาบุคลากร การสนับสนุนการวิจัย และการยกระดับมาตรฐานระบบสุขภาพของประเทศ
“สำหรับบำรุงราษฎร์ ปัจจัยความสำเร็จขององค์กรประกอบด้วยความไว้วางใจจากผู้ป่วยที่สั่งสมมากว่า 45 ปี ความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วยโรคซับซ้อนโดยทีมแพทย์และทีมสหสาขาวิชาชีพ ฐานผู้ป่วยที่แข็งแรงทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการลงทุนด้านนวัตกรรมและการบริหารองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแนวทางรับมือความท้าทายในอนาคต บริษัทจะกระจายความเสี่ยงทั้งด้านตลาดและบริการ ลงทุนใน AI, Digital Health และ Data
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ปรับองค์กรให้มีความคล่องตัว พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลก และยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางในการตัดสินใจโดยในระยะยาวบำรุงราษฎร์จะเปลี่ยนผ่านจาก Hospital สู่ Lifetime Health Partner จาก Treatment สู่ Prevention, Wellness และ Longevity พร้อมสร้าง Healthcare Ecosystem เพื่อรองรับอนาคตของระบบ Healthcare และสังคมสูงวัย”
ยกระดับเวชศาสตร์การกีฬา รองรับกระแส Active Lifestyle
ดร.อาทิรัตน์ กล่าวว่า โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Newsweek ให้เป็น “โรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2569” ด้านศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 อันดับที่ 31 จาก 75 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และอันดับ 1 ในประเทศไทย และ เป็น “โรงพยาบาลเอกชนและคลินิกชั้นนำในเอเชีย ประจำปี 2569” ด้านการผ่าตัดเข่าและเปลี่ยนข้อเข่าเทียม, การผ่าตัดสะโพกและเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม และการผ่าตัดไหล่ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และได้รับการจัดอันดับที่ 1 จาก 100 อันดับในภูมิภาคเอเชีย
ดังนั้น จึงได้ยกระดับการดูแลด้านเวชศาสตร์การกีฬา ผสานทีมแพทย์สหสาขาและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อให้ทุกคนสามารถเคลื่อนไหว เล่นกีฬา และใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน โดยเฉพาะเมื่อผู้คนหันมาออกกำลังกายจริงจังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมาราธอน เทนนิส กอล์ฟ หรือ HYROX สิ่งที่ตามมาคือความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักกีฬาอาชีพอีกต่อไป แต่เกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มี Active Lifestyle
การรักษา-ป้องกัน อาการบาดเจ็บของร่างกาย
ด้าน นพ.วิชาญ กาญจนถวัลย์ หัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์การกีฬาและข้อ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า การบาดเจ็บจากการออกกำลังกายส่วนใหญ่เกิดจากการใช้งานซ้ำ ความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ หรือการเคลื่อนไหวที่ผิดรูปแบบ จึงต้องค้นหาสาเหตุของการบาดเจ็บ ไม่ใช่รักษาเพียงอาการปวด
อีกแนวทางสำคัญคือ Joint Preservation หรือการถนอมข้อ เพื่อชะลอความเสื่อมและลดโอกาสผ่าตัดเปลี่ยนข้อในอนาคต โดยใช้ทั้งการฟื้นฟู เสริมสร้างกล้ามเนื้อ และการผ่าตัดเฉพาะทางเมื่อจำเป็น เช่น High Tibial Osteotomy (HTO) เพื่อปรับแนวกระดูกหน้าแข้งกระจายน้ำหนักจากข้อเข่าที่เสื่อม รวมถึงการผ่าตัดข้อไหล่ผ่านกล้องสำหรับผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้
นพ.ปรัชญา จรัสจิตวิไล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ กล่าวว่า การหายจากอาการบาดเจ็บไม่ได้หมายความว่าพร้อมกลับไปเล่นกีฬา จึงใช้ Functional Movement Screen (FMS) ประเมินรูปแบบการเคลื่อนไหว ค้นหาความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำ และใช้ประกอบการประเมินความพร้อมก่อนกลับสู่การเล่นกีฬา (Return to Play)
นพ.วิสิทธิ์ ชั้นประเสริฐภิญโญ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ กล่าวว่า การออกกำลังกายหนักโดยไม่ประเมินความพร้อมของหัวใจ อาจเพิ่มความเสี่ยงภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันระหว่างออกกำลังกาย
การประเมิน Cardiac Readiness เหมาะกับผู้ที่กลับมาออกกำลังกายหลังหยุดไปนาน ผู้ที่เล่นกีฬาจริงจัง และผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ขณะที่การตรวจ VO2 Max ช่วยประเมินสมรรถภาพหัวใจและปอด เพื่อนำไปวางแผนการออกกำลังกายให้เหมาะสม
ด้าน พญ.สุวรรณา สุวรรณพงษ์ Program Director ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ กล่าวว่า ยังมีเรื่องการพัฒนาสมรรถภาพร่างกายต้องคำนึงถึงสุขภาพภายใน ทั้งระดับสารอาหาร ฮอร์โมน ภาวะโภชนาการ และองค์ประกอบของร่างกาย ซึ่งมีผลต่อพลังงาน ความทนทาน และการฟื้นตัวหลังออกกำลังกาย ซึ่งข้อมูลจาก The Lancet (2025) ระบุว่า ไทยมีอัตราการสูญเสียปีสุขภาวะ (DALYs) จากการบาดเจ็บสูงที่สุดในอาเซียน
ทั้งหมดนี้สะท้อนต้นทุนด้านสุขภาพจากการบาดเจ็บที่ต้องรักษาหรือผ่าตัด เช่น เอ็นไขว้หน้าเข่า (ACL) และข้อไหล่ ผู้เข้ารับบริการจึงควรประเมินความพร้อมของร่างกายและป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนเกิดการบาดเจ็บ







