
หนุน Market Sounding EECiti 7.2 หมื่นล้าน ดันไทยสู่ศูนย์แพทย์อัจฉริยะ
หนุนสกพอ. เปิด Market Sounding เมืองใหม่อัจริยะ EECiti 7.2 หมื่นล้าน 21 ก.ค. นี้ บิ๊กธุรกิจการแพทย์ "รอดูท่าที" จี้รัฐแก้โจทย์สัญญา-เร่งโครงการไฮสปีดเทรน ปูทางสู่ Medical Hub
KEY
POINTS
- ภาครัฐเตรียมผลักดันโครงการ EECiti เมืองอัจฉริยะมูลค่ากว่า 7.2 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพและสร้างศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub) ผ่านการร่วมทุนกับเอกชน
- พื้นที่ EEC มีความต้องการบริการทางการแพทย์คุณภาพสูงเพิ่มขึ้น เนื่องจากระบบสาธารณสุขปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อการขยายตัวของประชากรและภาคอุตสาหกรรม
- ภาคเอกชนในอุตสาหกรรมการแพทย์ยังคงชะลอการลงทุนเพื่อรอดูท่าที เนื่องจากความไม่ชัดเจนของเงื่อนไขสัญญาและกฎระเบียบจากภาครัฐ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการตัดสินใจ
เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ยังคงเป็นพื้นที่ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศไทย ที่ไม่เพียงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญของการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะสอดรับกับการเติบโตในอนาคต โดยวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) จะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชน (Market Sounding) เพื่อเดินหน้าโครงการ EECiti เมืองอัจฉริยะ มูลค่ากว่า 72,042 ล้านบาท ในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ซึ่งถูกวางให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการลงทุนแห่งใหม่ของประเทศ
โดยหนึ่งในการลงทุนสำคัญคือ ย่านการแพทย์อนาคตและการแพทย์แม่นยำ (Future & Precision Medicine) ครอบคลุมเวลเนส เทคโนโลยีการแพทย์ และเวชพันธุศาสตร์ ที่กำลังถูกจับตามองว่าจะสามารถรองรับการขยายตัวของประชากร แรงงาน และภาคอุตสาหกรรมได้มากเพียงใด
ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH และอดีตนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า โครงการ EECiti อยู่ภายใต้ขอบเขตและภาพรวมของการลงทุนใน EEC ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดหลัก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรามีแนวโน้มขยายเส้นทางเชื่อมโยงไปยังจังหวัดอื่นในอนาคต เพื่อรองรับการเป็นเมืองเทคโนโลยี คาดว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า พื้นที่แห่งนี้จะกลายเป็นโซนที่มีการลงทุนสูงที่สุดของประเทศไทย
"ภาพที่เกิดขึ้นในเวลานี้คือ การเร่งเดินหน้าของภาครัฐเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ผ่านกฎหมายเฉพาะของ EEC ที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจาก BOI ทั่วไป โดยเฉพาะการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่มากกว่า ควบคู่กับการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน"
สำหรับการได้รับสิทธิพิเศษในพื้นที่ส่งเสริมการลงทุนของ EEC ยังต้องผ่านหลายขั้นตอน ทั้งการทำประชาพิจารณ์ การพิจารณาจากฝ่ายสิทธิประโยชน์ และฝ่ายที่กำกับดูแลภาพรวมของโครงการทั้งหมด เมื่อการลงทุนหลั่งไหลเข้าสู่พื้นที่ สิ่งที่ตามมาคือความต้องการด้านสาธารณสุขที่จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นด้วย
แม้ปัจจุบันจะมีโรงพยาบาลตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC แล้ว แต่ก็ยังอยู่ในภาวะขาดแคลน โดยเฉพาะในพัทยาและชลบุรี ซึ่งอัตราส่วนจำนวนเตียงต่อประชากรและแรงงานยังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของโรงงานอุตสาหกรรมทำให้มีผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมมากขึ้น และทั้งผู้บริหารกับพนักงานต่างต้องการบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูงขึ้นเช่นกัน
ศ.ดร.นพ.เฉลิม กล่าวว่า การขยายตัวของอุตสาหกรรมสุขภาพในพื้นที่ EEC หรือโครงการ EECiti ปัจจุบันพื้นที่ยังอยู่ในช่วงของการลงทุน (Investment) เพื่อเตรียมเปิดดำเนินการให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต และพัฒนาสู่การเป็น “เมืองใหม่” ที่จะเป็นทั้งเมืองท่องเที่ยวและเมืองอุตสาหกรรม แต่โครงสร้างพื้นฐานหลายด้านยังไม่มีความพร้อม
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ โครงการรถไฟความเร็วสูง (High Speed Train) ที่ยังติดขัดเรื่องสัญญา ทั้งความไม่ชัดเจนของการแบ่งกำลังการรองรับระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิกับสนามบินอู่ตะเภา รวมถึงความกังวลและความจำเป็นต้องเฝ้าระวังปัญหาทุนจีนเทาที่อาจเข้ามาแฝงตัวกับการลงทุนในพื้นที่
ด้าน นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า แม้ภาครัฐจะพยายามดึงภาคเอกชนเข้าไปร่วมลงทุนในพื้นที่ EEC หรือ EECiti แต่เงื่อนไขของสัญญายังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ รัฐจำเป็นต้องจัดทำสัญญา กฎระเบียบ ข้อบังคับ และกำหนดระยะเวลาการลงทุนให้มีความชัดเจน เพื่อให้เอกชนเห็นถึงความคุ้มค่าในการลงทุน รวมทั้งต้องทำให้ผู้ลงทุนรับรู้สิทธิประโยชน์อย่างชัดเจน และไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นภายหลัง
โดยการลงทุนด้านสุขภาพจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้แนวคิด “Medical Hub” เกิดขึ้นได้จริง แต่กำลังหลักยังคงมาจากการริเริ่มของโรงพยาบาลเอกชน และปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยกว่า 400 แห่ง มีไม่ถึง 100 แห่ง หรือประมาณ 1 ใน 4 ที่เข้าร่วมระบบ สปสช. ขณะที่โรงพยาบาลของรัฐยังประสบปัญหาด้านการเงินและมีข้อร้องเรียนเรื่องงบประมาณอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการดำเนินงานขาดทุนหรือมีกำไรน้อยมากจนไม่สามารถอยู่รอดได้
"แม้แนวคิดของโครงการจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ความแตกต่างด้านการบริหารหรือ Mindset ระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศยังไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่าง ในมาเลเซียและสิงคโปร์ ภาครัฐมีหน้าที่สร้างกรอบและกำกับดูแล ก่อนเปิดทางให้ภาคเอกชนเป็นผู้ดำเนินการและบริหารจัดการเอง ขณะที่รูปแบบการดำเนินงานของประเทศไทยยังแตกต่างออกไป
นพ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ขณะนี้ภาคเอกชนจำนวนมากยังเลือก “รอดูท่าที” ว่ารัฐบาลจะปรับปรุงเงื่อนไขสัญญาให้เอื้อต่อการลงทุนและมีความเป็นธรรมมากน้อยเพียงใด เพราะสำหรับผู้ประกอบการแล้ว ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ตัวโครงการ EEC หรือ EECiti หากแต่อยู่ที่ความไม่สอดคล้องกันของแนวคิดและเงื่อนไขการทำงานร่วมกัน ระหว่างภาครัฐที่มุ่งเน้นการควบคุม กับภาคเอกชนที่ต้องการความคุ้มค่าในการลงทุนเพื่อให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดได้







