
‘ชีวาศรม’ เปิดแนวคิดดันไทย ‘ที่พักพิง’ รับเทรนด์ Wellness โลก
“ชีวาศรม” กางแผนดันไทยสู่ “Scientific Wellness Hub” มุ่งเป้าเป็นที่พักพิงใหม่ของโลก พร้อมจี้รัฐ แก้กฎหมายล้าหลัง ปลดล็อกเศรษฐกิจใหม่รับเทรนด์ Longevity
KEY
POINTS
- ชีวาศรมเสนอแนวคิดผลักดันประเทศไทยให้เป็น ‘ที่พักพิง’ ด้านสุขภาวะของโลก รองรับเทรนด์ Wellness ที่เน้นการพำนักระยะยาวเพื่อปรับเปลี่ยนคุณภาพชีวิต ไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวระยะสั้น
- ชูจุดแข็งของไทยด้านธรรมชาติและวัฒนธรรมบริการ ผสานกับแนวทาง Scientific Wellness ที่นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับภูมิปัญญาดั้งเดิม เพื่อสร้างโปรแกรมดูแลสุขภาพที่พิสูจน์ผลได้
- มีแผนขยายธุรกิจให้ครอบคลุมทุกช่วงวัย (Multi-generation Wellness) พัฒนาชุมชนสุขภาวะ และลงทุนในสถาบันพัฒนาบุคลากรโดยตั้งเป้าเป็น "ฮาร์วาร์ดแห่งวงการเวลเนส"
- ชี้ว่าอุปสรรคสำคัญคือข้อกฎหมายที่ล้าสมัยและไม่เอื้อต่อการพัฒนา จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งแก้ไขเพื่อปลดล็อกศักยภาพของอุตสาหกรรม Wellness ไทย
“Wellness” โลกกำลังเปลี่ยนภาพจำจากความหรูหราและสปาระดับลักชัวรี ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน ครอบคลุมการดูแลสุขภาพตั้งแต่การนอนหลับ การเลือกกินอาหาร ออกกำลังกาย ฟื้นฟูร่างกาย ไปจนถึงการป้องกันโรค สร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดีในระยะยาว
นายกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานบริหาร บริษัท ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท จํากัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หลังการระบาดของโควิด-19 ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ทั้งกลุ่มที่ต้องการป้องกันโรคและฟื้นฟูร่างกายหลังเจ็บป่วย
ขณะที่ผู้บริโภคยุคใหม่ก็เข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น ตลาด Wellness จึงขยายตัวไปในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่ม Baby Boomer และ Gen X ที่ยังคงเป็นกำลังซื้อหลัก ส่วนคนรุ่นใหม่ Gen Y เป็นต้นไปก็เริ่มให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย โภชนาการ และสุขภาพจิตมากขึ้น
นอกจากนี้ เทรนด์สำคัญที่ได้รับความสนใจจากทุกช่วงวัย คือ Scientific Wellness ที่ผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ตรวจวัดและพิสูจน์ได้ พร้อมกับกระแส Longevity ที่มุ่งเน้นการยืดช่วงเวลาของการมีสุขภาพดี (Health Span) มากกว่าการมีอายุยืนเพียงอย่างเดียว
ในเวลาเดียวกันก็มีเทคโนโลยีและ AI เข้ามามีบทบาทในการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพเพื่อออกแบบการดูแลแบบเฉพาะบุคคล (Precision Medicine) ซึ่งคงหัวใจสำคัญของ Wellness ที่ยังคงเป็น Human Touch โดยใช้มนุษย์เป็นผู้ดูแลและตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อให้การดูแลสุขภาพยังคงมีความเข้าใจและเข้าถึงผู้คนอย่างแท้จริง
“การเปลี่ยนผ่านยุคสมัยทำให้อุตสาหกรรม Wellness กลายมาเป็นวิธีการใช้ชีวิตที่ผู้คนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ กลายเป็นเรื่องแมสของคนทั่วไปที่เขาสามารถจับต้องได้ และเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตประจำวัน”
โดยประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ของโลก ด้วยจุดแข็งคือการมีต้นทุนที่แข็งแรง มีธรรมชาติ (Sun, Sea, Sand) มีภูมิปัญญาการบริการ ตลอดจนวัฒนธรรม รวมถึงเครื่องมือเยียวยาผู้คน ที่สามารถสร้างความสมดุลของ “กาย จิต วิญญาณ” และมี DNA ของความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญแตกต่างจากประเทศอื่น
นายกรด กล่าวอีกว่า สอดคล้องกับแนวคิดและปรัชญาตลอด 30 ปี ของชีวาศรม ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติกว่า 80% ส่วน 20% ที่เหลือเป็นลูกค้าชาวไทย แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือสัดส่วนของลูกค้าใหม่ First-time Guest สูงถึง 67.9% สะท้อนว่าตลาด Wellness ยังมีโอกาสเติบโตและขยายตัวได้อีกมาก ผู้คนสนใจเรื่องสุขภาวะและเข้ามาใช้บริการเป็นครั้งแรกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
พร้อมด้วยเทคโลโลยี AI และ Health Data เข้ามายกระดับการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลแบบองค์รวม ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของแต่ละบุคคลได้แม่นยำขึ้น ทั้งจากการสัมภาษณ์ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และข้อมูลสุขภาพต่าง ๆ ก่อนนำไปออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของแต่ละคน
“เรายึดมั่นในหลัก Mind, Body, Spirit มายาวนานกว่า 30 ปี และไม่ใช่แค่เรื่องสปาหรืออาหาร แต่คือความสมดุลของร่างกาย จิตใจ อารมณ์ จิตวิญญาณ การสร้างพฤติกรรมใหม่ให้กับผู้เข้ารับบริการเพื่อให้มีสุขภาพดีขึ้นจากภายในสู่ภายนอกอย่างสม่ำเสมอ”
ในปี 2569 ชีวาศรมมีแผนยกระดับภูมิปัญญาไทยด้วยวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ โดยจะลงทุนด้านงานวิจัยอย่างจริงจัง ซึ่งมีความร่วมมือทางวิชาการที่ได้รับทุนจาก อว. ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทำวิจัยพิสูจน์ผลลัพธ์ของ Wellness ต่อร่างกาย เช่น การเจาะเลือดเพื่อวัดค่าความเครียด (Stress), ระดับน้ำตาล และการวัดคลื่นสมอง โดยจะนำผลการวิจัยไปถ่ายทอดให้กับกลุ่มโรงแรมต่าง ๆ ด้วยการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based)
ยังมีแผนขยายขอบเขตการดูแลสุขภาพครอบคลุมคนทุกวัย ที่จะเห็นภาพชัดเจนภายในสิ้นปีนี้ เช่น Multi-generation Wellness สร้างกิจกรรมสุขภาพที่คนในครอบครัวให้สามารถทำร่วมกันได้ โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุร่วมกับลูกหลาน, Wellness Community พัฒนาพื้นที่ในเขตหัวหินให้เป็นชุมชนแห่งสุขภาวะ เพื่อให้ Wellness เป็นเรื่องของคนทุกคนในชุมชน ไม่ใช่แค่เฉพาะบุคคล เป็นต้น
“ชีวาศรมยังได้วางแผนขยายการลงทุนใน Academy สร้าง “ซอฟต์แวร์มนุษย์” พัฒนาบุคลากรให้มีทักษะการบริการที่เข้าใจศาสตร์ Wellness อย่างลึกซึ้ง (Skill & Software) เพื่อรองรับตลาดโลก ด้วยวิสัยทัศน์ “Harvard แห่ง Wellness” ที่ต้องการให้คนทั่วโลกนึกถึงไทยเหมือนที่นึกถึงฮาร์วาร์ดเมื่ออยากศึกษาเรื่อง Wellness หรือนึกถึงสวิตเซอร์แลนด์เรื่องการโรงแรม”
นายกรด กล่าวว่า ชีวาศรมพยายามเปลี่ยนมุมมองจากความหรูหราที่จับต้องยาก ไปสู่การเป็น Mainstream หรือ Mass Market ที่ทุกคนเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน วางแผนผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “ที่พักพิงแห่งใหม่ของโลก” ซึ่งผู้คนสามารถมาพำนักระยะยาวเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมและคุณภาพชีวิตได้จริง
แต่สิ่งสำคัญที่เป็นอุปสรรคและปัญหาของประเทศไทยซึ่งเป็นคอขวดคือ กฎหมายยังคงล้าหลัง ซ้ำซ้อน และหน่วยงานภาครัฐทำงานแบบแยกส่วน หาแก้ไขในจุดนี้ได้จะทำให้การพัฒนาด้าน Wellness ของไทยไปได้เร็วและไกลยิ่งขึ้น
“นัยหนึ่งอยากเสนอให้แก้ไขกฎหมายในระดับกฎกระทรวง เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่รวดเร็วกว่าการแก้ พรบ. โดยเฉพาะการเพิ่มกิจกรรม Wellness ใหม่ ๆ เช่น Ice Bath (แช่น้ำแข็ง) และ Sound Healing (คลื่นเสียงบำบัด) ให้เป็นมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ และภาครัฐควรสร้างสภาพแวดล้อมและพื้นที่ในแต่ละเมืองให้พร้อมสำหรับการดูแลสุขภาพ เพื่อลดภาระของแพทย์และพยาบาลในระยะยาว”
อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอีก 3-5 ปีข้างหน้า อยากเห็นประเทศไทยเป็น “ที่พักพิง” แห่งใหม่ของโลก ไม่ใช่เพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นจุดหมายที่ผู้คนมาพำนักระยะยาวเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตและพฤติกรรม ตามเทรนด์โลก โดยมีความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจับมือกัน (รวมถึงมหาวิทยาลัยและรัฐบาล) เพื่อสร้างมาตรฐานและพลังทางเศรษฐกิจใหม่ผ่านภูมิปัญญาไทยอย่างแท้จริง







