thansettakij
thansettakij
กางแผน 5 ปี ปักหมุด ‘เวลเนส-สปาไทย’ ดันขึ้นติด Top 5 เอเชีย

กางแผน 5 ปี ปักหมุด ‘เวลเนส-สปาไทย’ ดันขึ้นติด Top 5 เอเชีย

13 ก.ค. 69 | 00:20 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ก.ค. 69 | 00:30 น.

ยุทธศาสตร์ 5 ปี “สมาคมสปาไทย” ดันไทยขึ้น Top 5 เอเชีย มุ่งหน้าสู่ Wellness Destination จี้รัฐหนุน Mega Project สู้สิงคโปร์-เกาหลี ยกระดับไทย ปักหมุดผู้นำเศรษฐกิจสุขภาพโลก

KEY

POINTS

  • สมาคมสปาไทยวางยุทธศาสตร์ 5 ปี (พ.ศ. 2569-2573) ตั้งเป้าผลักดันอุตสาหกรรมเวลเนสและสปาไทยจากอันดับ 9 ขึ้นสู่ Top 5 ของเอเชีย
  • แผนงานประกอบด้วยการสร้างเครือข่ายพันธมิตร, บุคลากร, ขยายความร่วมมือสู่ระดับอาเซียน และส่งออกโมเดลธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์เพื่อแก้ปัญหาสมองไหล
  • เผชิญความท้าทายด้านการแข่งขันที่รุนแรงและต้นทุนสูง โดยอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐและการเป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit 2026 เป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อน

แม้ธุรกิจเวลเนสและสปาไทยจะส่งสัญญาณฟื้นตัว ตามการกลับมาของภาคการท่องเที่ยว แต่เส้นทางการเติบโตในปี 2569 ยังเต็มไปด้วยความท้าทายจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งต้นทุนสูง ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงจากหลายประเทศในเอเชีย โดยไทยกำลังยืนอยู่บนโอกาสครั้งสำคัญ และสามารถยกระดับประเทศสู่การเป็น Wellness Destination ระดับโลกได้

นายสุนัย วชิรวราการ นายกสมาคมสปาไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมธุรกิจเวลเนสและสปาไทยในปี 2569 อยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่ชะลอลงในช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลางปัจจัยลบจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจและการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีความอ่อนไหวต่อประเด็นด้านความมั่นคงและวิกฤตต่างๆ

3 เทรนด์ Wellness โลกที่กำลังมาแรง

เบื้องต้นคาดการณ์ว่าตลาดเวลเนสและสปาไทยในปี 2569 จะเติบโตราว 4-5% อยู่ในภาวะทรงตัวหรือปรับตัวดีขึ้นเพียงเล็กน้อย ยังไม่ขยายตัวในระดับที่ควรจะเป็น เนื่องจากกลุ่มลูกค้าหลักยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายและการเดินทาง

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว การสนับสนุนจากภาครัฐและความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ถือว่ามีบทบาทสำคัญที่จะผลักดันธุรกิจนี้ โดยจุดเปลี่ยนสำคัญคือไทยได้เป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit 2026 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-13 พ.ย. 2569 ที่ จ.ภูเก็ต นับเป็น “Wake-up call” กระตุ้นให้ภาครัฐตื่นตัวและเริ่มทำงานเชิงรุกมากขึ้น

โดยปีนี้กระทรวงสาธารณสุขเริ่มเปลี่ยนบทบาท จากการเป็นเพียงผู้กำหนดมาตรฐาน มาเป็นผู้ส่งเสริมธุรกิจเวลเนสและสปาไทยมากขึ้น มีคนรุ่นใหม่เข้ามาขับเคลื่อนนโยบายใหม่ๆ ร่วมกัน กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกก็เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการสะท้อนภาพอุตสาหกรรมนี้ ทำให้การทำงานร่วมกันมีทิศทางแข็งแกร่งขึ้น

“ตอนนี้แนวโน้มและโอกาสในครึ่งปีหลังของปี 2569 สถานการณ์ท่องเที่ยวน่าจะมั่นคงขึ้น และหากวิกฤตพลังงานคลี่คลาย ค่าเดินทางจะถูกลง ช่วยกระตุ้นความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวได้ แต่ทางสมาคม แนะนำให้ผู้ประกอบการเริ่มเน้นทำการตลาดเปิดรับกลุ่มลูกค้าคนไทยมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนของนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย”

4 มาตรฐานและบริการด้านเวลเนสไทย ที่จะช่วยยกระดับการบริการ

นายสุนัย กล่าวว่า แม้สถานการณ์จะเป็นอย่างไร ประเทศไทยก็ต้องจับ 3 กระแสหลักของ Wellness โลก เพื่อสร้างโอกาสให้ประเทศไทย ได้แก่ 1. Wellness Real Estate การสร้างที่อยู่อาศัยที่ส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันไทยยังมีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับระดับโลก แต่เป็นโอกาสใหญ่ของไทยเพราะคนต่างชาติต้องการย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในที่ปลอดภัยและมีสุขภาวะที่ดี 2. Mental Wellness สร้างสุขภาพทางใจซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนในยุคปัจจุบันต้องการ และ 3.Traditional Medicine ไทยสามารถสนับสนุนการแพทย์แผนไทยโบราณ ยกระดับในระดับสากลได้

นอกจากนี้ ยังต้องยกระดับ Mega Project ขนาดใหญ่ที่ประเทศยังขาดแคลน โดยมีคู่แข่งสำคัญอย่างสิงคโปร์ที่กำลังสร้าง Mega Project ด้าน Wellness เพื่อแข่งกับไทยโดยเฉพาะ ขณะที่ดูไบก็ร่วมมือกับแบรนด์ยุโรปสร้างสวนน้ำด้าน Wellness เพื่อจะชิงส่วนแบ่งการตลาดไปจากไทยเช่นกัน

“ไม่เพียงเท่านั้น คู่แข่งสำคัญของไทยยังมีเกาหลีใต้, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย/บาหลี ที่มีอันดับโลกในธุรกิจด้านเวลเนสดีกว่าไทย และยังมีประเทศที่น่าจับตามองคือ เวียดนาม ที่มีความกระหายเรียนรู้และมีเซ้นส์การเติบโตเร็ว สามารถดึงจุดขายออกมาเชื่อมโยง กับเวลเนสได้ ซึ่งในประเด็นนี้ ภาครัฐต้องเร่งส่งเสริมให้ประเทศไทยเรา ดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลและสร้างความแข็งแกร่งในการเป็น Wellness Destination ให้ทันคู่แข่ง”

ส่วนมาตรฐานและระดับการบริการ ด้านเวลเนสและสปาของประเทศไทยในปัจจุบันมี 4 ขั้น ที่จะสามารถผลักดันไปสู่ Wellness Destination ได้ คือ 1. พ.ร.บ. สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ หรือมาตรฐานขั้นพื้นฐานที่ทุกคนต้องมี 2. Premium Award รางวัลระดับสมัครใจเพื่อยกระดับการบริการ โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) 3. Wellness Center Standard มาตรฐานที่ต้องผ่าน 2 ขั้นแรกก่อนถึงจะสมัครได้ และ 4. Wellness Destination ระดับสูงสุด (Top Tier) ของประเทศ

นายสุนัย กล่าวว่า สัดส่วนรายได้ในธุรกิจเวลเนสและสปาไทย ส่วนใหญ่มาจากชาวต่างชาติกว่า 90% คนไทยเพียง 10% ซึ่งต่างชาติใช้จ่ายต่อครั้งสูงและมีความถี่ในการใช้บริการมากกว่าคนไทย ลูกค้ากลุ่มใหญ่คือ 1. จีน 2. เกาหลี 3. สิงคโปร์ 4. มาเลเซีย 5. ยุโรป ตามลำดับ สังเกตได้ว่าจะเป็นกลุ่มชาวเอเชียที่เดินทางมายังประเทศไทยบ่อยครั้ง ขณะที่กลุ่มจากประเทศยุโรป/อเมริกามักเดินทางมายากในช่วงวิกฤต แต่หากมาได้จะใช้จ่ายต่อทริปสูงมาก

ยุทธศาสตร์ 5 ปี ที่จะผลักดันเวลเนสและสปาไทย ไปสู่ Top 5 ของเอเชีย

ทั้งนี้ สมาคมสปาไทยได้กำหนดยุทธศาสตร์ 5 ปี ที่จะผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ 1 (ปี 2569) จะสร้างเครือข่ายพันธมิตรและ Ecosystem ให้แข็งแกร่ง รวมตัวสมาคมสปาไทยใน 8 ประเทศ จัดงาน International Nuad Thai and Wellness Festival 2026 ในเดือนกันยายน 2569, ปีที่ 2 (ปี 2570) จะเริ่มโครงการนำร่อง (Pilot Project) เช่น การสร้างระบบ Continuing Education เพื่อเก็บหลักฐานการเรียนรู้ต่อเนื่องของบุคลากร และลดความซ้ำซ้อนในการขอใบรับรองต่างๆ

ปีที่ 3 (ปี 2571) จะขยายความร่วมมือในระดับอาเซียน, ปีที่ 4 (ปี 2572) สร้างระบบการบริหารจัดการ (Management System) เพื่อส่งออกโมเดลธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ แทนการส่งออกเฉพาะแรงงานฝีมือ แก้ปัญหาสมองไหลและเพิ่มมูลค่า GDP ให้ประเทศ และปีที่ 5 (ปี 2573) ตั้งเป้าหมายก้าวสู่อันดับ 5 ของเอเชีย (ปัจจุบันไทยอยู่อันดับ 9) ซึ่งหมายถึงการต้องทำรายได้ให้เพิ่มขึ้นเท่าตัว

โดยเน้นปัจจัยสำคัญที่จะเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จ (Key Success) คือ 1.Management Excellence พัฒนาทักษะการบริหารจัดการของคนในอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่การบริการที่เป็นเลิศ (Service Excellence) 2.Integrated Ecosystem การบูรณาการร่วมกันของทุกฝ่าย ไม่ทำงานแบบไซโล (Silo) หรือทำงานแบบแยกส่วน 3.ต้องมี Investment การสนับสนุนเงินทุนและทิศทางจากภาครัฐ โดยเฉพาะในโครงการขนาดใหญ่

ด้าน แพทย์หญิงวรรณวิพุธ สรรพสิทธิ์วงศ์ Business Development Director, VitalLife ในเครือ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ในฐานะแพทย์ด้านเวลเนส กล่าวว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมเวลเนสและสปาไทยสอดคล้องไปกับข้อมูลของสมาคมสปาไทยและมีแนวโน้มเติบโตอย่างแน่นอน

“กระแสธุรกิจด้านนี้เหมือน “แม่น้ำที่กำลังเชี่ยวและแรง” ต่อให้ไม่ทำอะไรตลาดก็โตขึ้นเองเพราะคนให้ความสนใจมากขึ้น”

แต่ความท้าทายที่เป็นโจทย์ใหญ่คือประเทศไทยจะสามารถ “ก่อกระแสตัวเราเอง” ให้เติบโตได้มากกว่าแค่การเติบโตตามตลาดปกติได้หรือไม่ ภาคการบริการและความพร้อมด้านบุคคลากรเพียงพอหรือไม่ ทั้งเรื่องคุณค่าและความยั่งยืน ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาใช้บริการ

ดังนั้น จึงอยากให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุน เป็นตัวกลาง (Connect the dots) ทำหน้าที่เชื่อมโยงปัจจัยเหล่านี้เข้าด้วยกัน ด้วยการใช้จุดแข็งด้านบุคลากรที่ประเทศไทยมี “หมอด้านเวลเนส” นำมาใช้ประโยชน์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หรือ สร้าง Sandbox และการแพทย์ชั้นสูง ให้เกิดการใช้งานจริง หรือผลักดันการเพิ่มมูลค่าสมุนไพรไทยที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมเติบโตขึ้นอีกมหาศาล