thansettakij
thansettakij
“โลหิตจาง” ภัยเงียบทำให้ IQ เด็กลดลง กระทบการเรียนรู้ระยะยาว

“โลหิตจาง” ภัยเงียบทำให้ IQ เด็กลดลง กระทบการเรียนรู้ระยะยาว

14 ก.ค. 69 | 13:30 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ก.ค. 69 | 14:20 น.

“กรมอนามัย-ดานอน“ เผยเด็กไทย 56% เสี่ยงโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ภัยเงียบทำ IQ ลดถาวร 5-10 จุด เร่งส่งนวัตกรรมตรวจคัดกรอง ภายใต้โครงการ Smart Kids with Iron เพื่ออนาคตชาติ

KEY

POINTS

  • ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเป็นภัยเงียบในเด็กปฐมวัย ส่งผลกระทบถาวรต่อพัฒนาการทางสมอง อาจทำให้ระดับสติปัญญา (IQ) ลดลง 5-10 จุด
  • สถิติชี้ว่าเด็กไทยอายุ 6-11 เดือน มีภาวะโลหิตจางสูงถึง 56.6% และเด็กวัย 1–3.9 ปี พบ 35.2% โดยสาเหตุหลักมาจากการขาดธาตุเหล็ก
  • แพทย์แนะนำให้ป้องกันโดยให้เด็กทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ เนื้อแดง ควบคู่วิตามินซี และเข้ารับการตรวจคัดกรองตามช่วงวัยที่กำหนด

เด็กปฐมวัยเป็นวัย นับได้ว่าเป็นวัยที่เจริญเติบโตรวดเร็วที่สุด ทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา ฯลฯ แต่ใครจะรู้ว่าอาจมี "ภัยเงียบ" อย่างหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ และคอยกัดกินศักยภาพอย่างไม่รู้ตัว นั่นคือ ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia: IDA)

เรื่องนี้เปรียบเสมือนกำแพงล่องหนที่ขวางกั้นพัฒนาการทั้งทางร่างกายและสมอง โดยที่เด็กส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการชัดเจนในช่วงแรกเริ่ม และภาวะนี้ได้กลายเป็นภารกิจสำคัญที่หน่วยงานสาธารณสุขและภาคเอกชน ที่จะต้องร่วมมือกันเพื่อปกป้องอนาคตของชาติ

"ดานอน" ประเทศไทย ในฐานะภาคเอกชน และกรมอนามัย จึงจัดงานวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 18 เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านสุขภาพ ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญบนเวทีคือ ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia: IDA) ในเด็กปฐมวัย

ระวังเด็กวัย 5 ขวบ กับพัฒนาการทางสมอง

ข้อมูลในเวทีเสวนาหัวข้อ “ซีดในเด็กปฐมวัย โลหิตจางในวัยเยาว์ โลกไม่เศร้า เราช่วยได้” ระบุว่า ภาวะ IDA เป็นภาวะขาดสารอาหารที่พบบ่อยที่สุดในเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปี แต่มักถูกละเลย หากไม่ได้รับการดูแลแต่เนิ่น ๆ จะส่งผลกระทบถาวรต่อทั้งการเจริญเติบโต พัฒนาการทางร่างกาย และที่สำคัญที่สุดคือ พัฒนาการทางสมอง

บรรยากาศ จัดงานวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 18

นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าภาวะซีดยังเป็นความท้าทายด้านสาธารณสุขที่ต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต เนื่องจากเด็กมักไม่มีอาการแสดงชัดเจน แต่ส่งผลเสียระยะยาว ซึ่งปัญหานี้พบได้มากที่สุดในเด็กเล็กช่วงวัย 0-5 ปี

ข้อมูลสถิติที่น่ากังวลและผลกระทบต่อ IQ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงลัดดา เหมาะสุวรรณ อาจารย์พิเศษ สาขาวิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่าข้อมูลจากโครงการ SEANUTS II (2563-2564) พบตัวเลขที่น่าตกใจ เด็กไทยอายุ 6-11 เดือน มีภาวะโลหิตจางสูงถึงร้อยละ 56.6 และเด็กวัย 1–3.9 ปี พบร้อยละ 35.2 ซึ่งสาเหตุหลักกว่าร้อยละ 62-81 มาจากการขาดธาตุเหล็ก ผลกระทบที่น่ากลัวที่สุดคือ ระดับ IQ อาจลดลงได้ถึง 5-10 จุดอย่างถาวร ซึ่งการมาเสริมธาตุเหล็กภายหลังอาจไม่สามารถดึงระดับ IQ ให้กลับคืนมาได้เท่าเดิม

ทั้งนี้ ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในวัยทารก แม้จะไม่เห็นอาการชัดเจนในช่วงแรก แต่หากไม่ได้รับการรักษาแก้ไข จะส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง โดยอาจทำให้ระดับ IQ ลดลงได้ถึง 5-10 จุด ซึ่งส่งผลอย่างถาวรต่อการเรียนรู้ของเด็กๆ และการเสริมธาตุเหล็กอาจไม่ได้เพิ่มระดับ IQ ได้สูงเท่าระดับข้างต้น การให้อาหารตามวัยแก่ทารกที่ถูกต้องเหมาะสมและการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางจึงมีความสำคัญยิ่ง

เวทีเสวนาหัวข้อ “ซีดในเด็กปฐมวัย โลหิตจางในวัยเยาว์ โลกไม่เศร้า เราช่วยได้”

แนวทางการคัดกรองด้วยเทคโนโลยี

วิธีมาตรฐาน: ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยแนะนำให้ตรวจเลือด (CBC/Hb/Hct) ในช่วงอายุ 6-12 เดือน และ 3-5 ปี โดยเฉพาะเด็กกลุ่มเสี่ยง เช่น น้ำหนักน้อย เลือกกิน หรือมีประวัติธาลัสซีเมีย

นวัตกรรมใหม่: คือการนำเครื่องมือตรวจวัดระดับฮีโมโกลบินผ่านปลายนิ้ว แบบไม่ต้องเจาะเลือด มาใช้ ซึ่งเป็นมิตรต่อเด็กและผู้ปกครองมากขึ้น จากการศึกษาในเด็ก 2,000 คน พบว่ามีความเสี่ยงภาวะโลหิตจางมากกว่า 1 ใน 3 ซึ่งเทคโนโลยีนี้ช่วยให้การคัดกรองเบื้องต้นทำได้รวดเร็วและกว้างขวางขึ้น

การป้องกันภาวะโลหิตจาง จากการขาดธาตุเหล็ก 

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสุชาอร แสงนิพันธ์กูล สาขาวิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า พ่อแม่สามารถป้องกันภาวะนี้ได้ง่าย ๆ โดยการให้เด็กทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ เลือดสัตว์ เนื้อแดง และผักใบเขียว ควบคู่กับผลไม้ที่มีวิตามินซีเพื่อช่วยดูดซึม นอกจากนี้ ควรให้เด็กได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็กตามมาตรการของกรมอนามัยตั้งแต่อายุ 6 เดือน – 5 ปี และเข้ารับการตรวจคัดกรองตามช่วงวัยอย่างสม่ำเสมอ

"การสนับสนุนจากภาคเอกชนและเครือข่ายสุขภาพ ดานอน ประเทศไทย ได้สนับสนุนเครื่องมือตรวจคัดกรองแบบไม่เจาะเลือดจำนวน 9 เครื่อง ภายใต้โครงการ “เด็กฉลาดด้วยธาตุเหล็ก (Smart Kids with Iron)” โดยนำไปใช้ในศูนย์อนามัยครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เช่น เชียงใหม่, นครสวรรค์, ราชบุรี, ชลบุรี, นครราชสีมา, อุบลราชธานี, นครศรีธรรมราช, ยะลา และสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง เพื่อให้เด็กเข้าถึงการตรวจได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น"

นายแดนิช ราห์มัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดานอน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยและลาว

ด้าน นายแดนิช ราห์มัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดานอน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยและลาว กล่าวว่า การให้ความสำคัญกับโภชนาการในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต การดูแลเชิงป้องกันและการตรวจคัดกรองตั้งแต่ก้าวแรกของชีวิต คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เด็กทุกคนเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ

"ดานอนเชื่อว่า สุขภาพที่ดีของเด็กต้องเริ่มต้นจากการดูแลและป้องกันตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต การดูแลเชิงป้องกันด้วยการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแล จึงเป็นหัวใจสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพเด็กในระยะยาว"