
“โลหิตจาง” ภัยเงียบทำให้ IQ เด็กลดลง กระทบการเรียนรู้ระยะยาว
“กรมอนามัย-ดานอน“ เผยเด็กไทย 56% เสี่ยงโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ภัยเงียบทำ IQ ลดถาวร 5-10 จุด เร่งส่งนวัตกรรมตรวจคัดกรอง ภายใต้โครงการ Smart Kids with Iron เพื่ออนาคตชาติ
KEY
POINTS
- ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเป็นภัยเงียบในเด็กปฐมวัย ส่งผลกระทบถาวรต่อพัฒนาการทางสมอง อาจทำให้ระดับสติปัญญา (IQ) ลดลง 5-10 จุด
- สถิติชี้ว่าเด็กไทยอายุ 6-11 เดือน มีภาวะโลหิตจางสูงถึง 56.6% และเด็กวัย 1–3.9 ปี พบ 35.2% โดยสาเหตุหลักมาจากการขาดธาตุเหล็ก
- แพทย์แนะนำให้ป้องกันโดยให้เด็กทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ เนื้อแดง ควบคู่วิตามินซี และเข้ารับการตรวจคัดกรองตามช่วงวัยที่กำหนด
เด็กปฐมวัยเป็นวัย นับได้ว่าเป็นวัยที่เจริญเติบโตรวดเร็วที่สุด ทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา ฯลฯ แต่ใครจะรู้ว่าอาจมี "ภัยเงียบ" อย่างหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ และคอยกัดกินศักยภาพอย่างไม่รู้ตัว นั่นคือ ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia: IDA)
เรื่องนี้เปรียบเสมือนกำแพงล่องหนที่ขวางกั้นพัฒนาการทั้งทางร่างกายและสมอง โดยที่เด็กส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการชัดเจนในช่วงแรกเริ่ม และภาวะนี้ได้กลายเป็นภารกิจสำคัญที่หน่วยงานสาธารณสุขและภาคเอกชน ที่จะต้องร่วมมือกันเพื่อปกป้องอนาคตของชาติ
"ดานอน" ประเทศไทย ในฐานะภาคเอกชน และกรมอนามัย จึงจัดงานวิชาการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 18 เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านสุขภาพ ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญบนเวทีคือ ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia: IDA) ในเด็กปฐมวัย
ระวังเด็กวัย 5 ขวบ กับพัฒนาการทางสมอง
ข้อมูลในเวทีเสวนาหัวข้อ “ซีดในเด็กปฐมวัย โลหิตจางในวัยเยาว์ โลกไม่เศร้า เราช่วยได้” ระบุว่า ภาวะ IDA เป็นภาวะขาดสารอาหารที่พบบ่อยที่สุดในเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปี แต่มักถูกละเลย หากไม่ได้รับการดูแลแต่เนิ่น ๆ จะส่งผลกระทบถาวรต่อทั้งการเจริญเติบโต พัฒนาการทางร่างกาย และที่สำคัญที่สุดคือ พัฒนาการทางสมอง
นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าภาวะซีดยังเป็นความท้าทายด้านสาธารณสุขที่ต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต เนื่องจากเด็กมักไม่มีอาการแสดงชัดเจน แต่ส่งผลเสียระยะยาว ซึ่งปัญหานี้พบได้มากที่สุดในเด็กเล็กช่วงวัย 0-5 ปี
ข้อมูลสถิติที่น่ากังวลและผลกระทบต่อ IQ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงลัดดา เหมาะสุวรรณ อาจารย์พิเศษ สาขาวิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่าข้อมูลจากโครงการ SEANUTS II (2563-2564) พบตัวเลขที่น่าตกใจ เด็กไทยอายุ 6-11 เดือน มีภาวะโลหิตจางสูงถึงร้อยละ 56.6 และเด็กวัย 1–3.9 ปี พบร้อยละ 35.2 ซึ่งสาเหตุหลักกว่าร้อยละ 62-81 มาจากการขาดธาตุเหล็ก ผลกระทบที่น่ากลัวที่สุดคือ ระดับ IQ อาจลดลงได้ถึง 5-10 จุดอย่างถาวร ซึ่งการมาเสริมธาตุเหล็กภายหลังอาจไม่สามารถดึงระดับ IQ ให้กลับคืนมาได้เท่าเดิม
ทั้งนี้ ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในวัยทารก แม้จะไม่เห็นอาการชัดเจนในช่วงแรก แต่หากไม่ได้รับการรักษาแก้ไข จะส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง โดยอาจทำให้ระดับ IQ ลดลงได้ถึง 5-10 จุด ซึ่งส่งผลอย่างถาวรต่อการเรียนรู้ของเด็กๆ และการเสริมธาตุเหล็กอาจไม่ได้เพิ่มระดับ IQ ได้สูงเท่าระดับข้างต้น การให้อาหารตามวัยแก่ทารกที่ถูกต้องเหมาะสมและการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางจึงมีความสำคัญยิ่ง
แนวทางการคัดกรองด้วยเทคโนโลยี
วิธีมาตรฐาน: ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยแนะนำให้ตรวจเลือด (CBC/Hb/Hct) ในช่วงอายุ 6-12 เดือน และ 3-5 ปี โดยเฉพาะเด็กกลุ่มเสี่ยง เช่น น้ำหนักน้อย เลือกกิน หรือมีประวัติธาลัสซีเมีย
นวัตกรรมใหม่: คือการนำเครื่องมือตรวจวัดระดับฮีโมโกลบินผ่านปลายนิ้ว แบบไม่ต้องเจาะเลือด มาใช้ ซึ่งเป็นมิตรต่อเด็กและผู้ปกครองมากขึ้น จากการศึกษาในเด็ก 2,000 คน พบว่ามีความเสี่ยงภาวะโลหิตจางมากกว่า 1 ใน 3 ซึ่งเทคโนโลยีนี้ช่วยให้การคัดกรองเบื้องต้นทำได้รวดเร็วและกว้างขวางขึ้น
การป้องกันภาวะโลหิตจาง จากการขาดธาตุเหล็ก
รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสุชาอร แสงนิพันธ์กูล สาขาวิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า พ่อแม่สามารถป้องกันภาวะนี้ได้ง่าย ๆ โดยการให้เด็กทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ เลือดสัตว์ เนื้อแดง และผักใบเขียว ควบคู่กับผลไม้ที่มีวิตามินซีเพื่อช่วยดูดซึม นอกจากนี้ ควรให้เด็กได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็กตามมาตรการของกรมอนามัยตั้งแต่อายุ 6 เดือน – 5 ปี และเข้ารับการตรวจคัดกรองตามช่วงวัยอย่างสม่ำเสมอ
"การสนับสนุนจากภาคเอกชนและเครือข่ายสุขภาพ ดานอน ประเทศไทย ได้สนับสนุนเครื่องมือตรวจคัดกรองแบบไม่เจาะเลือดจำนวน 9 เครื่อง ภายใต้โครงการ “เด็กฉลาดด้วยธาตุเหล็ก (Smart Kids with Iron)” โดยนำไปใช้ในศูนย์อนามัยครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เช่น เชียงใหม่, นครสวรรค์, ราชบุรี, ชลบุรี, นครราชสีมา, อุบลราชธานี, นครศรีธรรมราช, ยะลา และสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง เพื่อให้เด็กเข้าถึงการตรวจได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น"
ด้าน นายแดนิช ราห์มัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดานอน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยและลาว กล่าวว่า การให้ความสำคัญกับโภชนาการในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต การดูแลเชิงป้องกันและการตรวจคัดกรองตั้งแต่ก้าวแรกของชีวิต คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เด็กทุกคนเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ
"ดานอนเชื่อว่า สุขภาพที่ดีของเด็กต้องเริ่มต้นจากการดูแลและป้องกันตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต การดูแลเชิงป้องกันด้วยการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแล จึงเป็นหัวใจสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพเด็กในระยะยาว"







