thansettakij
thansettakij
คนวัยทำงานมีความเสี่ยง ’ข้อเข่าเสื่อม‘ จากไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล

คนวัยทำงานมีความเสี่ยง ’ข้อเข่าเสื่อม‘ จากไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล

12 ก.ค. 69 | 04:12 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ก.ค. 69 | 04:39 น.

ข้อเข่าเสื่อมไม่ใช่แค่โรคของผู้สูงวัย แต่กำลังพบมากขึ้นในคนวัยทำงาน แพทย์เตือน นั่งนาน ขยับน้อย น้ำหนักตัวเกิน ทำให้อาการปวดเข่าเรื้อรัง หาไม่รักษาอาจลุกลามจนต้องผ่าตัด

KEY

POINTS

  • โรคข้อเข่าเสื่อมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้สูงอายุ แต่พบมากขึ้นในคนวัยทำงานจากไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เช่น น้ำหนักตัวเกิน การนั่งทำงานนาน และขาดการออกกำลังกาย
  • อาการของโรคมี 4 ระยะ โดยความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นตามการสึกหรอของกระดูกอ่อน ตั้งแต่เริ่มปวดเมื่อใช้งานข้อเข่า ไปจนถึงปวดรุนแรงและเคลื่อนไหวลำบากเมื่อกระดูกเสียดสีกัน
  • การรักษาในระยะเริ่มต้นเน้นการปรับพฤติกรรมเพื่อชะลอความเสื่อม เช่น ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย และอาจใช้การรักษาแบบไม่ผ่าตัดร่วมด้วย เช่น การใช้ยา กายภาพบำบัด หรือการฉีดสารเพิ่มความหนืด

ภาพจำที่ว่า “ข้อเข่าเสื่อม” เป็นโรคของผู้สูงอายุ กำลังเปลี่ยนไป เมื่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ ทั้งน้ำหนักตัวเกิน การนั่งทำงานนาน ขาดการออกกำลังกาย และการใช้งานข้อเข่าซ้ำ ๆ ทำให้ผู้ป่วยมีอายุน้อยลงอย่างต่อเนื่อง

โดยข้อเข่าเสื่อมเกิดจากการสึกหรอของกระดูกอ่อนบริเวณข้อเข่า ส่งผลให้เกิดอาการปวด ข้อฝืด และเคลื่อนไหวลำบากปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่

  • อายุ
  • น้ำหนักตัว
  • การใช้งานข้อเข่าซ้ำ
  • อุบัติเหตุเดิม
  • พันธุกรรม และ
  • โรคข้ออักเสบเรื้อรัง

เช็ก 4 ระยะของข้อเข่าเสื่อม

  • ระยะที่ 1 กระดูกอ่อนเริ่มสึก แต่ยังแทบไม่มีอาการ
  • ระยะที่ 2 เริ่มปวดและตึงข้อเข่า โดยเฉพาะหลังใช้งาน
  • ระยะที่ 3 กระดูกอ่อนสึกมากขึ้น ปวดเวลาเดิน วิ่ง นั่งยอง หรือคุกเข่า และเริ่มขยับข้อได้ลำบาก
  • ระยะที่ 4 กระดูกอ่อนสึกจนกระดูกเสียดสีกัน ทำให้ปวดรุนแรง ข้อเข่าตึง และเคลื่อนไหวได้ยาก

หากยังอยู่ในระยะเริ่มต้น สามารถชะลอความเสื่อมได้ด้วยการลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย และปรับพฤติกรรมการใช้งานข้อเข่า แต่หากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อประเมินและวางแผนรักษา

การตรวจรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม

แนวทางรักษาแบบไม่ผ่าตัด

การรักษาจะเลือกตามระยะของโรคและอาการของผู้ป่วย ประกอบด้วย

  • ลดน้ำหนัก เพื่อลดแรงกดต่อข้อเข่า
  • ปรับพฤติกรรม หลีกเลี่ยงการงอเข่าเกิน 90 องศา การนั่งยอง นั่งพับเพียบ และการยกของหนัก
  • ยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบ ใช้บรรเทาอาการในช่วงที่ปวด
  • ยารักษาข้อเสื่อมชนิดรับประทาน (SYSADOA) ช่วยควบคุมอาการเมื่อใช้ต่อเนื่องตามคำแนะนำแพทย์
  • ฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ปวดรุนแรง แต่ไม่ควรฉีดบ่อย
  • ฉีดสารเพิ่มความหนืด (Hyaluronic Acid) ช่วยลดแรงเสียดสีและเพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อ
  • ฉีดพลาสมาเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) ใช้เลือดของผู้ป่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและลดการอักเสบ
  • กายภาพบำบัด เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าและเพิ่มความยืดหยุ่น
  • อุปกรณ์พยุงข้อเข่า ช่วยลดแรงกดและเพิ่มความมั่นคงในการเดิน โดยควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์
  • อาหารเสริมคอลลาเจน อาจช่วยบรรเทาอาการได้ในบางราย แต่หลักฐานทางการแพทย์ยังมีจำกัด

ระยะเวลาการรักษาเมื่อใดที่ต้องผ่าตัด

หากข้อเข่าเสื่อมรุนแรงจนส่งผลต่อการใช้ชีวิต และการรักษาแบบไม่ผ่าตัดไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด เพิ่มความแม่นยำในการวางตำแหน่งข้อเทียม ลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ และช่วยให้การฟื้นตัวมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การรักษาข้อเข่าเสื่อมไม่จำเป็นต้องรอจนปวดรุนแรง เพราะการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยชะลอความเสื่อม ลดโอกาสผ่าตัด และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

 

ข้อมูลจาก โรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข