
คนวัยทำงานมีความเสี่ยง ’ข้อเข่าเสื่อม‘ จากไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล
ข้อเข่าเสื่อมไม่ใช่แค่โรคของผู้สูงวัย แต่กำลังพบมากขึ้นในคนวัยทำงาน แพทย์เตือน นั่งนาน ขยับน้อย น้ำหนักตัวเกิน ทำให้อาการปวดเข่าเรื้อรัง หาไม่รักษาอาจลุกลามจนต้องผ่าตัด
KEY
POINTS
- โรคข้อเข่าเสื่อมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้สูงอายุ แต่พบมากขึ้นในคนวัยทำงานจากไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เช่น น้ำหนักตัวเกิน การนั่งทำงานนาน และขาดการออกกำลังกาย
- อาการของโรคมี 4 ระยะ โดยความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นตามการสึกหรอของกระดูกอ่อน ตั้งแต่เริ่มปวดเมื่อใช้งานข้อเข่า ไปจนถึงปวดรุนแรงและเคลื่อนไหวลำบากเมื่อกระดูกเสียดสีกัน
- การรักษาในระยะเริ่มต้นเน้นการปรับพฤติกรรมเพื่อชะลอความเสื่อม เช่น ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย และอาจใช้การรักษาแบบไม่ผ่าตัดร่วมด้วย เช่น การใช้ยา กายภาพบำบัด หรือการฉีดสารเพิ่มความหนืด
ภาพจำที่ว่า “ข้อเข่าเสื่อม” เป็นโรคของผู้สูงอายุ กำลังเปลี่ยนไป เมื่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ ทั้งน้ำหนักตัวเกิน การนั่งทำงานนาน ขาดการออกกำลังกาย และการใช้งานข้อเข่าซ้ำ ๆ ทำให้ผู้ป่วยมีอายุน้อยลงอย่างต่อเนื่อง
โดยข้อเข่าเสื่อมเกิดจากการสึกหรอของกระดูกอ่อนบริเวณข้อเข่า ส่งผลให้เกิดอาการปวด ข้อฝืด และเคลื่อนไหวลำบากปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่
- อายุ
- น้ำหนักตัว
- การใช้งานข้อเข่าซ้ำ
- อุบัติเหตุเดิม
- พันธุกรรม และ
- โรคข้ออักเสบเรื้อรัง
เช็ก 4 ระยะของข้อเข่าเสื่อม
- ระยะที่ 1 กระดูกอ่อนเริ่มสึก แต่ยังแทบไม่มีอาการ
- ระยะที่ 2 เริ่มปวดและตึงข้อเข่า โดยเฉพาะหลังใช้งาน
- ระยะที่ 3 กระดูกอ่อนสึกมากขึ้น ปวดเวลาเดิน วิ่ง นั่งยอง หรือคุกเข่า และเริ่มขยับข้อได้ลำบาก
- ระยะที่ 4 กระดูกอ่อนสึกจนกระดูกเสียดสีกัน ทำให้ปวดรุนแรง ข้อเข่าตึง และเคลื่อนไหวได้ยาก
หากยังอยู่ในระยะเริ่มต้น สามารถชะลอความเสื่อมได้ด้วยการลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย และปรับพฤติกรรมการใช้งานข้อเข่า แต่หากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อประเมินและวางแผนรักษา
แนวทางรักษาแบบไม่ผ่าตัด
การรักษาจะเลือกตามระยะของโรคและอาการของผู้ป่วย ประกอบด้วย
- ลดน้ำหนัก เพื่อลดแรงกดต่อข้อเข่า
- ปรับพฤติกรรม หลีกเลี่ยงการงอเข่าเกิน 90 องศา การนั่งยอง นั่งพับเพียบ และการยกของหนัก
- ยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบ ใช้บรรเทาอาการในช่วงที่ปวด
- ยารักษาข้อเสื่อมชนิดรับประทาน (SYSADOA) ช่วยควบคุมอาการเมื่อใช้ต่อเนื่องตามคำแนะนำแพทย์
- ฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ปวดรุนแรง แต่ไม่ควรฉีดบ่อย
- ฉีดสารเพิ่มความหนืด (Hyaluronic Acid) ช่วยลดแรงเสียดสีและเพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อ
- ฉีดพลาสมาเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) ใช้เลือดของผู้ป่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและลดการอักเสบ
- กายภาพบำบัด เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าและเพิ่มความยืดหยุ่น
- อุปกรณ์พยุงข้อเข่า ช่วยลดแรงกดและเพิ่มความมั่นคงในการเดิน โดยควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์
- อาหารเสริมคอลลาเจน อาจช่วยบรรเทาอาการได้ในบางราย แต่หลักฐานทางการแพทย์ยังมีจำกัด
ระยะเวลาการรักษาเมื่อใดที่ต้องผ่าตัด
หากข้อเข่าเสื่อมรุนแรงจนส่งผลต่อการใช้ชีวิต และการรักษาแบบไม่ผ่าตัดไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด เพิ่มความแม่นยำในการวางตำแหน่งข้อเทียม ลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ และช่วยให้การฟื้นตัวมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การรักษาข้อเข่าเสื่อมไม่จำเป็นต้องรอจนปวดรุนแรง เพราะการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยชะลอความเสื่อม ลดโอกาสผ่าตัด และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ
ข้อมูลจาก โรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข







