
ไม่ดื่มก็เสี่ยงเป็น ‘มะเร็งตับ’ เบาหวาน-อ้วน-ไขมัน คือตัวเร่งสำคัญ
แพทย์เตือนโรคอ้วน เบาหวาน และไขมันพอกตับ กลายเป็นตัวเร่งสำคัญของโรคร้าย “มะเร็งตับ” ภัยเงียบที่แทบไม่แสดงอาการในระยะแรก แนะควรตรวจคัดกรองทุก 6 เดือน
KEY
POINTS
- มะเร็งตับไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์เท่านั้น แต่ปัจจุบันมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญใหม่คือ โรคอ้วน เบาหวาน และภาวะไขมันพอกตับ
- ภาวะไขมันพอกตับที่สัมพันธ์กับโรคอ้วนและเบาหวาน ทำให้คนอายุน้อยและวัยทำงานมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับเพิ่มขึ้น แม้ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์
- มะเร็งตับเป็น "ภัยเงียบ" ที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ตรวจพบเมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามแล้ว
- ผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคอ้วน เบาหวาน หรือไขมันพอกตับ ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองทุก 6 เดือน เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษา
หลายคนยังเชื่อว่า “มะเร็งตับ” เป็นโรคของคนดื่มแอลกอฮอล์ แต่ความจริงโรคร้ายนี้กำลังเปลี่ยนโฉม จากเดิมที่สัมพันธ์กับการดื่มสุราและไวรัสตับอักเสบ วันนี้ “โรคอ้วน เบาหวาน และภาวะไขมันพอกตับ” กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้คนอายุน้อยมีโอกาสป่วยเพิ่มขึ้น ทั้งที่ไม่เคยดื่มแอลกอฮอล์เลย ขณะที่มะเร็งตับยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งอันดับต้น ๆ ของคนไทย เพราะกว่าจะรู้ตัว โรคก็มักลุกลามไปแล้ว
โดย "มะเร็งตับ" เกิดจากการที่เซลล์ในตับกลายพันธุ์และแบ่งตัวผิดปกติจนกลายเป็นก้อนเนื้องอก พบบ่อยในช่วงอายุ 50–70 ปี เพราะมะเร็งตับไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ค่อย ๆ ก่อตัวจากการอักเสบเรื้อรังสะสม
พญ.สาวินี จิริยะสิน แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า เมื่อเซลล์ตับถูกทำลายและซ่อมแซมซ้ำ ๆ ก็เพิ่มโอกาสกลายพันธุ์เป็นมะเร็งในที่สุด โดยผู้ชายมีความเสี่ยงกว่าผู้หญิงราว 2–3 เท่า เพราะผู้ชายมีอัตราการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบและมีแนวโน้มการดื่มแอลกอฮอล์สูงกว่า อีกทั้งยังมีข้อมูลที่เชื่อว่าฮอร์โมนเพศชายอาจไปกระตุ้นเซลล์มะเร็งได้
ทั้งนี้ การดื่มแอลกอฮอล์เป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยเสี่ยง ปัจจุบันสาเหตุสำคัญยังรวมถึงการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี ภาวะตับแข็ง การได้รับสารอะฟลาท็อกซินจากอาหารที่ขึ้นรา โรคทางพันธุกรรม รวมถึงประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งตับ
อายุน้องก็เสี่ยงสูงแม้ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
สิ่งที่น่ากังวลคือ ภาวะไขมันพอกตับจากความผิดปกติของระบบเผาผลาญ (MASLD) ซึ่งสัมพันธ์กับโรคอ้วน เบาหวาน ภาวะลงพุง และพฤติกรรมการบริโภคอาหารหวาน อาหารแปรรูป รวมถึงการขาดการออกกำลังกาย ส่งผลให้คนวัยทำงานและคนอายุน้อยมีความเสี่ยงมะเร็งตับเพิ่มขึ้น แม้ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็ตาม
แพทย์ระบุว่า มะเร็งตับเป็น “ภัยเงียบ” เพราะระยะแรกแทบไม่แสดงอาการ ผู้ป่วยจำนวนมากตรวจพบเมื่อโรคลุกลามแล้ว หากเริ่มมีอาการ เช่น เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ปวดชายโครงขวา คลำพบก้อน ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือท้องโตจากน้ำในช่องท้อง ควรรีบพบแพทย์ทันที
ตรวจคัดกรองทุก 6 เดือน และป้องกันดีที่สุด
สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ผู้ป่วยตับแข็ง ผู้มีภาวะไขมันพอกตับ โรคอ้วน หรือเบาหวาน ควรเข้ารับการตรวจคัดกรอง ทุก 6 เดือน เพราะการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยเพิ่มโอกาสรักษาหายได้อย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนการป้องกันยังเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดอาหารหวานและอาหารแปรรูป หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี และตรวจสุขภาพตามความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพราะมะเร็งตับไม่ใช่โรคของ “นักดื่ม” อีกต่อไป แต่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ได้เช่นกัน







