thansettakij
thansettakij
ไม่ดื่มทำไมถึงเสี่ยงป่วย ‘มะเร็งตับ’ สาเหตุที่แท้จริงคืออะไร

ไม่ดื่มทำไมถึงเสี่ยงป่วย ‘มะเร็งตับ’ สาเหตุที่แท้จริงคืออะไร

“มะเร็งตับ” สาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย พร้อมต้นเหตุของโรคร้าย เบาหวาน–อ้วน–ไขมันพอกตับ ทำร้ายตับแบบไม่ต้องดริงก์

KEY

POINTS

  • มะเร็งตับไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว แต่มีสาเหตุสำคัญอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี ภาวะไขมันพอกตับ และโรคตับแข็ง
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิตยุคใหม่ เช่น การกินอาหารหวานและแปรรูป การขาดการออกกำลังกาย ซึ่งนำไปสู่โรคอ้วนและเบาหวาน เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งตับได้
  • ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการดื่ม ได้แก่ การได้รับสารอะฟลาท็อกซินจากอาหารขึ้นรา และปัจจัยทางพันธุกรรมหรือมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งตับ
  • มะเร็งตับเป็นภัยเงียบที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ตรวจพบเมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามแล้ว การตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยงจึงมีความสำคัญ

ไม่ใช่แค่การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หนักๆ เท่านั้น ที่เสี่ยงป่วย “มะเร็งตับ” เพราะมะเร็งตับเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งไวรัสตับอักเสบ ภาวะไขมันพอกตับ ไปจนถึงพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ที่กำลังทำร้ายตับไม่รู้ตัว

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า มะเร็งตับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย ผู้ชายเป็นอันดับ 1 และผู้หญิงเป็นอันดับ 4 ซึ่งตัวเลขที่น่ากังวลนี้เกิดจากการที่มะเร็งตับมักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้คนส่วนใหญ่กว่าจะรู้ตัวก็เข้าสู่ระยะรุนแรงแล้ว

มะเร็งตับเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งไวรัสตับอักเสบ ภาวะไขมันพอกตับ

“มะเร็งตับ” เกิดจากการที่เซลล์ในตับกลายพันธุ์และแบ่งตัวผิดปกติจนกลายเป็นก้อนเนื้องอก พบบ่อยในช่วงอายุ 50–70 ปี เพราะมะเร็งตับไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ค่อย ๆ ก่อตัวจากการอักเสบเรื้อรังสะสม เมื่อเซลล์ตับถูกทำลายและซ่อมแซมซ้ำ ๆ ก็เพิ่มโอกาสกลายพันธุ์เป็นมะเร็งในที่สุด

โดยผู้ชายมีความเสี่ยงกว่าผู้หญิงราว 2–3 เท่า เพราะผู้ชายมีอัตราการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบและมีแนวโน้มการดื่มแอลกอฮอล์สูงกว่า อีกทั้งยังมีข้อมูลที่เชื่อว่าฮอร์โมนเพศชายอาจไปกระตุ้นเซลล์มะเร็งได้

เปิดลิสต์ปัจจัยใกล้ตัวเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งตับมีหลายอย่าง ทั้งไวรัสตับอักเสบบีที่พบมากที่สุดในคนไทย ไวรัสตับอักเสบซี ภาวะไขมันพอกตับ ตับแข็ง โรคทางพันธุกรรม การได้รับสารอะฟลาท็อกซินจากอาหารที่ขึ้นรา และผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งตับ

นอกจากนี้ยังมีภาวะไขมันพอกตับจากเมตาบอลิก (MASLD) ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้คนอายุน้อยเป็นมะเร็งตับกันมากขึ้น เพราะสัมพันธ์กับโรคฮิตของคนยุคใหม่ อาทิ โรคอ้วน เบาหวาน ภาวะลงพุง รวมถึงพฤติกรรมกินหวาน กินอาหารแปรรูป และการไม่ค่อยออกกำลังกาย จึงเป็นเรื่องน่ากังวลเพราะหลายคนกำลังใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่รู้เลยว่าตับกำลังมีปัญหา

พฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ หนึ่งในปัจจัยที่เสี่ยงเป็น "มะเร็งตับ"

ภัยเงียบที่ปล่อยไว้นานยิ่งอันตราย

มะเร็งตับนับเป็นภัยเงียบเพราะระยะแรกมักไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวว่าเป็นอยู่ และมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจคัดกรอง ซึ่งอาจเป็นช่วงที่โรคลุกลามแล้ว ถ้ามีโอกาสให้ไปตรวจได้ทันที ไม่ต้องรอให้มีอาการ โดยเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงควรตรวจคัดกรองทุก 6 เดือน เพราะยิ่งพบเร็ว โอกาสรักษาให้หายก็ยิ่งสูง

อย่างไรก็ตาม หากเริ่มมีอาการ เช่น เบื่ออาหาร น้ำหนักลดไม่มีสาเหตุ คลำเจอก้อนหรือปวดบริเวณชายโครงขวา ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือท้องโตจากการมีน้ำในช่องท้อง อาจเป็นสัญญาณว่ามะเร็งอยู่ในระยะลุกลามแล้ว ควรรีบพบแพทย์ทันที

เทคโนโลยีการวินิจฉัย "มะเร็งตับ"

"โรคมะเร็งตับ" ตรวจพบไว รักษาได้

ปัจจุบันโรงพยาบาลวิมุตดูแลผู้ป่วยมะเร็งตับโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) ทั้งอายุรแพทย์โรคตับ ศัลยแพทย์ แพทย์รังสี และแพทย์โรคมะเร็ง พร้อมเทคโนโลยีการวินิจฉัย เช่น อัลตราซาวนด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย

โดยแนวทางรักษามีหลายวิธีตามระยะโรคและสภาพตับ ตั้งแต่การผ่าตัด การจี้ก้อนมะเร็งด้วยคลื่นความร้อน การรักษาผ่านสายสวนหลอดเลือด ไปจนถึงยามุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัด โดยหากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดได้ อย่างไรก็ตาม แม้รักษาหายแล้วก็ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคตับเรื้อรังหรือตับแข็ง จึงควรติดตามอาการกับแพทย์และตรวจตับตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

 

ที่มา : โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน